TH1801001202A - แอนติบอดีและการสอบวิเคราะห์สำหรับการตรวจหา cd 37 - Google Patents
แอนติบอดีและการสอบวิเคราะห์สำหรับการตรวจหา cd 37Info
- Publication number
- TH1801001202A TH1801001202A TH1801001202A TH1801001202A TH1801001202A TH 1801001202 A TH1801001202 A TH 1801001202A TH 1801001202 A TH1801001202 A TH 1801001202A TH 1801001202 A TH1801001202 A TH 1801001202A TH 1801001202 A TH1801001202 A TH 1801001202A
- Authority
- TH
- Thailand
- Prior art keywords
- antibody
- antigen
- antibodies
- binding
- cancer
- Prior art date
Links
Abstract
------25/05/2561------(OCR) หน้า 1 ของจำนวน 1 หน้า บทสรุปการประดิษฐ์ การประดิษฐ์เกี่ยวข้องโดยทั่วไปกับแอนติบอดีที่จับกับ CD37 ของมนุษย์ และการสอบ วิเคราะห์วินิจฉัยสำหรับการรักษาที่อาศัยพื้นฐานจาก CD37 ------------ หน้า 1 ของจำนวน 1 หน้า บทสรุปการประดิษฐ์ การประดิษฐ์เกี่ยวข้องโดยทั่วไปกับแอนติบอดีที่จับกับ CD37 ของมนุษย์และการสอบ วิเคราะห์วินิจฉัยสำหรับการรักษาที่อาศัยพื้นฐานจาก CD37
Claims (83)
1. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นที่จับอย่างจำเพาะเจาะจงกับเอพิโทป CD37 เดียวกันกับแอนติบอดีที่ประกอบรวมด้วยพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO:9 และพอลิ เปปไทด์ของ SEQ ID NO: 10
2. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นที่จับอย่างจำเพาะเจาะจงกับ CD37 ที่ ซึ่งแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของมันดังกล่าวยับยั้งการจับกับ CD37 ของแอนติบอดีที่ประกอบรวม ด้วยพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID N0:9 และพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO: 10 อย่างแข่งขันได้
3.แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อถือสิทธิที่ 1หรือ2ที่ชิ้ง แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของมันประกอบรวมด้วยลำดับ CDR1, CDR2, และ CDR3 ที่มีบริเวณ แปรผันได้สายหนัก (VH) CDR1, CDR2, และ CDR3 ของ SEQ ID NO: 3-5 ตามลำดับ, และลำดับ CDR1, CDR2, และ CDR3 ที่มีบริเวณแปรผันได้สายเบา (VL) ของ SEQ ID NO: 6-8 ตามลำดับ
4.แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นที่จับอย่างจำเพาะเจาะจงกับ CD37 ที่ชื่งแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของมันดังกล่าวประกอบรวมด้วยลำดับ CDR1, CDR2, และ CDR3 ที่มี VH ของ SEQ ID NO: 3-5 และลำดับ CDR1, CDR2, และ CDR3 ที่มี VL ของ SEQ ID NO: 6-8 ตามลำดับ
5.แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-4 ที่ซึ่งแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของมันประกอบรวมด้วยลำดับพอลิเปปไทด์ที่เหมือนกันอย่างน้อย ที่สุด 90 เปอร์เซ็นต์ กับลำดับพอลิเปปไทด์ ของ SEQ ID N0:9 และ 10
6.แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อถือสิทธิที่ 5 ที่ซึ่งลำดับ พอลิเปปไทด์เหมือนกันอย่างน้อยที่สุด 95 เปอร์เซ็นต์ กับลำดับพอลิเปปไทด์ ของ SEQ ID NO:9 และ 10
7.แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อถือสิทธิที่ 6 ที่ซึ่งลำดับ พอลิเปปไทต์เหมือนกันอย่างน้อยที่สุค 99 เปอร์เซ็นต์ กับลำดับพอลิเปปไทด์ ของ SEQ ID N0:9 และ 10
8. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อถือสิทธิที่ 7 ที่ซึ่งแอนติบอดี หรือชิ้นส่วนของมันประกอบรวมด้วยลำดับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบรวมด้วยกรดอะมิโนที่มีลำดับ ของ SEQ ID NO:9 และ 10
9. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นที่จับอย่างจำเพาะเจาะจงกับ CD37 ที่ชํ่งแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของมันประกอบรวมด้วยบริเวณแปรผันได้สายหนักที่ประกอบรวม ด้วย SEQ ID NO:9 หน้า 2 ของจำนวน 10 หน้า
10. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นที่จับอย่างจำเพาะเจาะจงกับ CD37 ที่ซึ่งแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของมันประกอบรวมด้วยบริเวณแปรผันได้สายหนักที่ประกอบรวม ด้วย SEQIDNOilO
11. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-10 ที่ซึ่งแอนติบอดีถูกผลิตขึ้นแบบริคอมบิแนนท์
12. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-11 ที่ซึ่งแอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นดังกล่าวเป็นของหนู, ไม่ใช่ของ มนุษย์, ถูกทำให้คล้ายของมนุษย์, เป็นไคเมอริก, หรือเป็นของมนุษย์
13. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อถือสิทธิที่ 12 ที่ซึ่ง แอนติบอดีที่ถูกทำให้คล้ายของมนุษย์ดังกล่าวถูกเปลี่ยนพื้นผิวใหม่
14. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-13 ซึ่งเป็นแอนติบอดีความยาวสมบูรณ์
15. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-13 ซึ่งเป็นชิ้นเศษจับแอนติเจน
16. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อถือสิทธิที่ 15ที่ซึ่ง แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นดังกล่าวประกอบรวมด้วย Fab, Fab', F(ab')2, Fd, Fv หรือ scFv โซ่เดี่ยว, Fv ที่ถูกโยงด้วยไดซัลไฟด์, โดเมน V-NAR, IgNar, อินทราบอดี, IgGACH2, มินิบอดี, F(ab')3, เตตระบอดี, ไตรอะบอดี, ไดอะบอดี, แอนติบอดีโดเมนเดียว, DVD-Ig, Fcab, mAb2, (scFv)2, หรือ scFv-Fc
17. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อถือสิทธิที่ 15ที่ซึ่ง แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นดังกล่าวประกอบรวมด้วย Fab, Fab', F(ab')2, Fv หรือ scFv โซ่เดี่ยว, Fv ที่ถูกโยงด้วยไดซัลไฟด์, อินทราบอดี, IgGAcH2, มินิบอดี, F(ab')3, เตตระบอดี, ไตรอะบอดี, ไดอะบอดี, DVD-Ig, mAb2, (scFv)2, หรือ scFv-Fc
18. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-17 ซึ่งจับกับ CD37 ของมนุษย์ที่มี Kd อยู่ที่ประมาณ 0.5 ถึงประมาณ 10 นาโนโมลาร์
19. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-17 ซึ่งจับกับ CD37 ของมนุษย์ที่มี Kd อยู่ที่ประมาณ 1.0 นาโนโมลาร์หรือมากกว่านั้น
20. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-19 ซึ่งจับกับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบรวมด้วยกรดอะมิโน 107-242 ของ CD37 (SEQ ID NO:20)
21. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-20 ซึ่งจับกับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบรวมด้วยกรดอะมิโน 107-235 ของ CD37 (SEQ ID N0:19) หน้า 3 ของจำนวน 10 หน้า
22. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-21 ซึ่งจับกับลำดับที่เริ่มต้นใน SEQ ID NO:15
23. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-22 ซึ่งจับกับลำดับที่เริ่มต้นใน SEQ ID NO:16
24. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-23 ซึ่งจับกับลำดับที่เริ่มต้นใน SEQ ID NO:17
25. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-24 ซึ่งจับกับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบรวมด้วยกรดอะมิโน 107-242 ของ CD37 (SEQ ID NO:20) แต่ไม่จับกับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 138-235 ของ CD37
26. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-25 ซึ่งจับกับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบรวมด้วยกรดอะมิโน 107-235 ของ CD37 (SEQ ID NO:19) แต่ไม่จับกับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 138-235 ของ CD37
27. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-26 ซึ่งจับกับพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO:15 แต่ไม่จับกับพอสิเปปไทค์ของ SEQ ID NO:18
28. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-27 ซึ่งจับกับพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO:16 แต่ไม่จับกับพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO:18
29. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-28 ซึ่งจับกับพอลิเปปไทค์ของ SEQ ID NO:17 แต่ไม่จับกับพอสิเปปไทค์ของ SEQ IDNO:18
30. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-29ซึ่งจับกับอย่างน้อยที่สุดหนึ่งกรดอะมิโนในกรดอะมิโน 110-137ของ CD37
31. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 18-30 ที่ซึ่งส้มพรรคภาพการจับถูกตรวจวัคโดย โฟลวไซโตเมตรี, Biacore, ELISA, หรือ เรดิโออิมมูโนแอสเสย์
32. แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-31 ที่ซึ่งแอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นถูกติดฉลากแบบตรวจพบได้
33. เซลล์ที่ผลิตแอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่ง ของข้อถือสิทธิที่ 1-32
34. เชลล์ของข้อถือสิทธิที่ 33 ที่ซึ่ง เซลล์ถูกแยกเคี่ยว
35. วิธีการของการสร้างแอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใด ข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 ที่ประกอบรวมด้วย (a) การเพาะเลี้ยงของข้อถือสิทธิที่ 33 หรือ 34; และ (b) การแยกเคี่ยวแอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นดังกล่าวจากเซลล์ ที่ถูกเพาะเลี้ยงดังกล่าว หน้า 4 ของจำนวน 10 หน้า
36. องค์ประกอบที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้น ของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 และบัฟเฟอร์ซื่งถูกเลือกจากกลุ่มที่ประกอบไปด้วย: บัฟเฟอร์ IHC, บัฟเฟอร์ ELISA, และบัฟเฟอร์ FACS
37. วิธีการของการตรวจหาการแสดงออกของ CD37 ในตัวอย่าง ที่ประกอบรวมด้วยการ สัมผัสตัวอย่างดังกล่าวด้วยแอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่ง ของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของข้อถือสิทธิที่ 36
38. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 37 ที่ซํ่งแอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้น ตังกล่าวถูกติดฉลากแบบตรวจพบได้
39. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 38 ที่ซํ่งฉลากดังกล่าวถูกเลือกจากกลุ่มที่ประกอบไปด้วย ฉลากอิมมูโนฟลูออเรสเซนต์, ฉลากเคมิลูมิเนสเซนต์, ฉลากเรืองแสง, ฉลากเอนไซม์, ฉลาก กัมมันตรังสี, อะวิดิน/ไบโอติน, อนุภาคทองที่เป็นคอลลอยด์, อนุภาคย้อมสี, และอนุภาคแม่เหล็ก
40. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 39 ที่ชํ่งฉลากตังกล่าวเป็นฉลากเอนไซม์
41. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 37-40 ที่ซงการแสดงออกของ CD37 ถูกกำหนดหาโดยเรดิโออิมมูโนแอสเสย์, เวสเทิร์นบล็อตแอสเสย์, ไซโตเมตรี, อิมมูโนฟลูออเรส เซนด์แอสเสน์, เอนไซม์อิมรุ(โนแอสเสย์, อิมมูโนพรีซิพิเตชั่นแอสเสย์, เคมิลูมิเนสเซนด์แอสเสย์, หรืออิมรุ(โนฮิสโตเคมิคอลแอสเสย์
42. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 41 ที่ซึ่งการแสดงออกของ CD37 ถูกกำหนดหาโดยอิมมูโนฮิส โตเคมิคอล (IHC) แอสเสย์
43. วิธีการสำหรับทำการเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาโรคมะเร็งด้วยสารออกฤทธิ์ ทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้น วิธีการดังกล่าวที่ประกอบรวมด้วยการบริหารให้สารออกฤทธิ์ทางการรักษาแก่เป้าหมายที่เป็น โรคมะเร็ง ที่ซื่งการแสดงออกที่เพิ่มขึ้นของ CD37 ได้ถูกตรวจพบในตัวอย่างมะเร็งจากเป้าหมาย ดังกล่าวโดยใช้แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของ ข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของข้อถือสิทธิที่ 36
44. วิธีการสำหรับทำการระบุโรคมะเร็ง ที่เป็นไปได้ว่าตอบสนองต่อสารออกฤทธิ์ทางการ รักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้น วิธีการดังกล่าวที่ประกอบรวมด้วย: a. การสัมผัสตัวอย่างทางชีวภาพที่ประกอบรวมด้วยเซลล์จากมะเร็งดังกล่าวด้วยแอนติบอดี หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32หรือองค์ประกอบ ของข้อถือสิทธิที่ 36; b. การตรวจหาการจับของแอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นดังกล่าว กับ CD37 ในตัวอย่างทางชีวภาพดังกล่าวของ (a); หน้า 5 ของจำนวน 10 หน้า c. การกำหนดคะแนนแก่การจับดังกล่าวของขั้นตอน (b) ที่ซึ่งคะแนนดังกล่าวถูกกำหนด โดยมีพื้นฐานอยู่บนการเปรียบเทียบกับหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งตัวอย่างอ้างอิง; และ d. การเปรียบเทียบคะแนนดังกล่าวในขั้นตอน (c) กับคะแนนของเนื้อเยื่อหรือเซลล์อ้างอิง ที่ซํ่งคะแนนสำหรับระดับ CD37 ของมะเร็งดังกล่าวที่มากกว่าคะแนนสำหรับตัวอย่างอ้างอิง ที่แสดงออกถึง CD37 ปกติหรือตา หรือคะแนนสำหรับระดับ CD37 ของมะเร็งดังกล่าวที่เทียบเท่า หรือมากกว่าคะแนนสำหรับตัวอย่างอ้างอิงที่แสดงออกถึง CD37 สูง ระบุว่ามะเร็งดังกล่าวเป็นไป ได้ที่จะตอบสนองต่อแอนติบอดี แอนติ-CD37
45. วิธีการของการบำบัดผู้ป่วยที่มีมะเร็งวิธีการดังกล่าวที่ประกอบรวมด้วย: a. การกำหนดหาคะแนนการแสดงออกของ CD37 จากการตรวจหาการแสดงออกของ CD37 ในตัวอย่างมะเร็งซึ่งถูกได้มาจากผู้ป่วย ที่ซึ่งการตรวจหาถูกดำเนินงานโดยใช้แอนติบอดีหรือ ชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของ ข้อถือสิทธิที่ 36;และ b. การบริหารให้สารออกฤทธิ์ทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นแก่ผู้ป่วย หากคะแนนชี้บอกว่าผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์ จากการบริหารให้ของสารออกฤทชี้ทางการรักษา
46. วิธีการของการบำบัดผู้ป่วยที่มีมะเร็งวิธีการดังกล่าวที่ประกอบรวมด้วย: a. การกำหนดหาคะแนนการแสดงออกของ CD37 จากการตรวจหาการแสดงออกของ CD37 ในตัวอย่างมะเร็งซึ่งถูกได้มาจากผู้ป่วย ที่ซึ่งการตรวจหาถูกดำเนินงานโดยใช้แอนติบอดีหรือ ชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของ ข้อถือสิทธิที่ 36; และ b. การอบรมผู้ให้บริการด้านการดูแลสูฃภาพที่บริหารให้สารออกฤทธิ์ทางการรักษา ที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นแก่ผู้ป่วย หากคะแนนชี้บอกว่าผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์จากการบริหารให้ของสารออกฤทธทางการรักษา
47. วิธีการของการบำบัดผู้ป่วยที่มีมะเร็งวิธีการดังกล่าวที่ประกอบรวมด้วย: a. การมอบตัวอย่างมะเร็งซึ่งถูกนำมาจากผู้ป่วยที่มีมะเร็ง สำหรับการกำหนดหาคะแนนการ แสดงออกของ CD37 จากการตรวจหาการแสดงออกของ CD37 โดยใช้แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับ แอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32หรือองค์ประกอบของข้อถือสิทธิ ที่ 36; และ b. การบริหารให้สารออกฤทชี้ทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นแก่ผู้ป่วย หากคะแนนชี้บอกว่าผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์ จากการบริหารให้ของสารออกฤทธิ์ทางการรักษา หน้า 6 ของจำนวน 10 หน้า
48. วิธีการของการบำบัดผู้ป่วยที่มีมะเร็ง วิธีการดังกล่าวที่ประกอบรวมด้วย: a. การตรวจหาการแสดงออกของ CD37 ในตัวอย่างมะเร็งซึ่งถูกได้มาจากผู้ป่วยดังกล่าว ที่ซึ่งการตรวจหาถูกดำเนินงานโดยใช้แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของ ข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของข้อถือสิทธิที่ 36; b.การกำหนดหาคะแนนการแสดงออกของ CD37 สำหรับตัวอย่างมะเร็งดังกล่าว; และ C. การบริหารให้สารออกฤทธิ์ทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นแก่ผู้ป่วย หากคะแนนชี้บอกว่าผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์ จากการบริหารให้ของสารออกฤทธิทางการรักษา
49. วิธีการของการระบุมะเร็งที่ไวต่อการบำบัดด้วยสารออกฤทชี้แอนติ-CD37 วิธีการ ดังกล่าวที่ประกอบรวมด้วย: a.การตรวจหาระดับของการแสดงออกของ CD37 ในตัวอย่างมะเร็งจากมะเร็งดังกล่าว โดยใช้แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของข้อถือสิทธิที่ 36 ที่ซึ่งการตรวจหาดังกล่าวประกอบรวมด้วยการใช้วิธีการ ที่จำแนกระหว่างความเข้มของการย้อมสีหรือความสมาเสมอของการย้อมสีในตัวอย่างมะเร็ง ที่แสดงออกถึง CD37 เมื่อถูกเปรียบเทียบกับความเข้มของการย้อมสีหรือความสมรเสมอของการ ย้อมสีในหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งตัวอย่างอ้างอิง; b.การกำหนดหาคะแนนความเข้มของการอ้อมสีหรือความสมาเสมอของการย้อมสี CD37 สำหรับตัวอย่างมะเร็งดังกล่าว; และ C. การเปรยบเทียบคะแนนความเข้มของการย้อมสีหรือความสมาเสมอของการย้อมสี CD37 ซึ่งถูกกำหนดหาในขั้นตอน (b) ต่อค่าสัมพัทธ์ซึ่งถูกกำหนดหาโดยการตรวจวัดการ แสดงออกของโปรตีน CD37 ในอย่างน้อยที่สุดหนึ่งตัวอย่างอ้างอิง ที่ซึ่งอย่างน้อยที่สุดหนึ่งตัวอย่าง อ้างอิงตังกล่าวเปีนตัวอย่างเนื้อเยื่อ, เซลล์, หรือเพลเลตเซลล์ ซึ่งไม่ไวต่อการบำบัดด้วยสารออกฤทธิ์ ทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้น และที่ซึ่งคะแนนความเข้มของการย้อมสี CD37 สำหรับตัวอย่างมะเร็งดังกล่าวซึ่งถูกกำหนดหา ในขั้นตอน (b) นั้นมีค่าสูงกว่าค่าสัมพัทธ์ดังกล่าวที่ระบุมะเร็งตังกล่าวที่ไวต่อการบำบัดด้วยสาร ออกฤทธทางการรักษา
50. วิธีการของการระบุมะเร็งที่ไวต่อการบำบัดด้วยสารออกฤทธทางการรักษาที่ประกอบ รวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นวิธีการดังกล่าว ที่ประกอบรวมด้วย: a. การตรวจหาระดับของการแสดงออกของ CD37 ในตัวอย่างมะเร็งจากมะเร็งดังกล่าว โดยใช้แอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของข้อถือสิทธิที่ 36 ที่ซึ่งการตรวจหาตังกล่าวประกอบรวมด้วย การใช้วิธีการ หน้า 7 ของจำนวน 10 หน้า ที่จำแนกระหว่างความเข้มของการย้อมสีหรือความสมาเสมอของการย้อมสีในตัวอย่างมะเร็ง ที่แสดงออกถึง CD37 เมื่อถูกเปรียบเทียบกับความเข้มของการย้อมสีหรือความสมาเสมอของการ ย้อมสีในหนงหรือมากกว่าหมื่งตัวอย่างอ้างอิง; b. การกำหนดหาคะแนนความเข้มของการย้อมสี CD37 หรือคะแนนความสม่ำเสมอของ การย้อมสีสำหรับตัวอย่างมะเร็งดังกล่าว; และ C. การเปรียบเทียบคะแนนความเข้มของการย้อมสีหรือความสมรเสมอของการย้อมสี CD37 ซึ่งถูกกำหนดหาในขั้นตอน (b) ต่อค่าสัมพัทธ์ซึ่งถูกกำหนดหาโดยการตรวจวัดการ แสดงออกของโปรตีน CD37 ในอย่างน้อยที่ชุดหนึ่งตัวอย่างอ้างอิง ที่ซึ่งอย่างน้อยที่สุดหนึ่งตัวอย่าง อ้างอิงเปีนตัวอย่างเนื้อเยื่อ, เซลล์, หรือเพลเลตเซลล์ ซึ่งไวต่อการบำบัดด้วยสารออกฤทธิ์ทางการ รักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้น และ ที่ซึ่งคะแนนความเข้มของการย้อมสี CD37 สำหรับตัวอย่างมะเร็งตังกล่าวซึ่งถูกกำหนดหาใน ขั้นตอน (b) ที่มากกว่าหรือเทียบเท่ากับค่าสัมพัทธ์ดังกล่าว ระบุว่ามะเร็งตังกล่าวนั้นไวต่อการบำบัด ด้วยสารออกฤทธิ์ทางการรักษา
51. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-50 ที่ประกอบรวมเพิ่มเติมด้วย การ บริหารให้สารออกฤทธิ์ทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นเศษจับ แอนติเจนของสิ่งเหล่านั้น แก่เฟ้าหมายผู้ซึ่งตัวอย่างมะเร็งหรือตัวอย่างทางชีวภาพถูกได้มาจากผู้นั้น
52. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-51 ที่ซึ่งระดับ CD37 ของผู้ป่วยถูก ตรวจหาในตัวอย่างมะเร็งหรือตัวอย่างทางชีวภาพซึ่งถูกได้มาจากผู้ป่วย
53. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-52 ที่ซึ่งตัวอย่างมะเร็งหรือตัวอย่างทาง ชีวภาพดังกล่าวเป็น สารสกัดของไหล, เลือด, พลาสมา, ซีรัม, ของไหลจากกระดูกสันหลัง, ของไหลที่เป็นน้ำเหลือง, หรือสารเตรียมจากม้าม (splenic preparation)
54. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 44-53 ที่ซึ่งการตรวจหาถูกทำโดยอิมมูโนฮิส โตเคมี (IHC)
55. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 42 หรือ 54 ที่ซึ่ง IHC เปีน IHC ที่ถูกปรับเทียบมาตรฐาน ที่สามารถจำแนกระดับความแตกต่างของการแสดงออกของ CD37
56. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 42, 54, หรือ 55 ที่ซึ่ง IHC ตังกล่าวผลิตช่วง ของความเข้มของการย้อมสีสำหรับตัวอย่างที่มีการแสดงออกของ CD37 ตา, การแสดงออก ของ CD37 ปานกลาง, หรือการแสดงออกของ CD37 สูง
57. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 42 หรือ 54-56 ที่ซึ่ง IHC ดังกล่าวจำแนก ระหว่างความเข้มของการย้อมสีและความสม่ำเสมอของการย้อมสีในตัวอย่างมะเร็งหรือตัวอย่าง ทางชีวภาพที่แสดงออกถึง CD37 เมื่อถูกเปรียบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิง หน้า 8 ของจำนวน 10 หน้า
58. วิธีการของข้อใดข้อห'นงของข้อถือสิทธิที่ 42 หรือ 54-57 ที่ซึ่ง IHC ถูกดำเนินงาน ด้วยมือ
59. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 42 หรือ 54-57 ที่ซึ่ง IHC ถูกดำเนินงานโดย ใช้ระบบอัตโนมัติ
60. วิธีการของข้อใดข้อหนงของข้อถือสิทธิที่ 42 หรือ 54-59 ที่ซึ่งคะแนน CD37 ถูกกำหนดหาจาก IHC
61. วิธีการของข้อใดข้อหนํ่งของข้อถือสิทธิที่ 44-53 ที่ซึ่งการตรวจหาถูกทำโดยเอนไซม์- ลิงค์ อิมมูโนซอร์เบนท์ แอสเสย์ (ELISA)
62. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 44, 49, หรือ 50 ที่ซึ่งตัวอย่างอ้างอิงดัง กล่าวคือตัวอย่างอ้างอิงชนิดโพสิทีฟหรือตัวอย่างอ้างอิงชนิดเนกาทีฟ
63. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 44, 49, 50, หรือ 51 ที่ซึ่งตัวอย่างอ้างอิง ประกอบรวมด้วยเซลล์, เพลเลตเซลล์, หรือเนื้อเยื่อ
64. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-63 ที่ซึ่งแอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับ แอนติเจนของสี่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 ประกอบรวมเพิ่มเติมด้วย รีเอเจนท์ตรวจหาซึ่งถูกเลือกจากกลุ่มที่ประกอบไปด้วย: ฉลากอิมมูโนฟลูออเรสเซนค์, ฉลาก เคมิลูมิเนสเซนต์, ฉลากเรืองแสง, เอนไซม์, ฉลากกัมมันตรังสี, อะวิดิน/ไบโอติน, อนุภาคทองที่เป็น คอลลอยด์, อนุภาคย้อมสี, และอนุภาคแม่เหล็ก
65. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 64 ที่ซึ่งรีเอเจนท์ตรวจหาดังกล่าวคือเอนไซม์
66. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที 43-65 ทีชึงมะเร็งตังกล่าวคือมะเร็งชนิด โพสิทีฟต่อ CD37
67. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที 43-66 ทีซึงมะเร็งคือมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือ มะเร็งต่อมนั้าเหลือง
68. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-66 ที่ซึ่งมะเร็งดังกล่าวถูกเลือกจากกลุ่ม ที่ประกอบไปด้วยมะเร็งต่อมนั้าเหลืองชนิดเซลล์B, NHL, มะเร็งเม็ดเลือดขาว/มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ของลิมโฟไซด์ชนิดเซลล์ B ด้นกำเนิด และเนื้องอกเซลล์ B ที่โตเต็มที่ (precursor B cell lymphoblastic leukemia/lymphoma and mature B cell neoplasms), มะเร็งเมดเลอดขาวขอ งสิมโฟไซด์แบบเรื้อรังชนิดเซลล์ B/มะเร็งต่อมนั้าเหลืองของลิมโฟไซด์ขนาดเล็ก (B cell chronic lymphocytic leukemia (CLL)/small lymphocytic lymphoma (SLL)), มะเร็งเมดเลอดขาวของ โปรลิมโฟไซด์ชนิดเซลล์ B (ร cell prolymphocytic leukemia), มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของลิมโฟ พลาสมาไซด์(lymphoplasmacytic lymphoma), มะเร็งต่อมน้ำเหลองชนิดแมนเทิลเซลล์ (mantle cell lymphoma) (MCL), มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฟอลลิเคิล (follicular lymphoma) (FL), มะเร็ง ต่อมน้ำเหลืองชนิดฟอลิลเคิลระดับต่ำ, ระดับกลาง, และระดับสูง (low grade, intermediate-grade หน้า 9 ของจำนวน 10 หน้า and high-grade (FL)), มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดกึ่งกลางฟอลลอเคิลที่ผิวหนัง (cutaneous follicle center lymphoma), มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเซลล์รบริเวณขอบ (marginal zone B cell lymphoma) มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเซลล์B บริเวณขอบ แบบ MALT, มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด เซลล์ B บริเวณขอบ แบบปุ่ม (nodal marginal zone B cell lymphoma), มะเร็งต่อมนำเหลืองชนิด เซลล์ B บริเวณขอบ แบบม้าม (splenic type marginal zone B cell lymphoma), มะเร็งเม็ดเลือดขาว ประเภทเชลล์ขน (hairy cell leukemia), มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดเชลล์ B ขนาดใหญ่ที่แพร่กระจาย (diffuse large B cell lymphoma), มะเรงต่อมน้ำเหลืองชนิดเบอร์กิตต์ (Burkitt's lymphoma), พลาสมาไซโตมา (plasmacytoma), เนื้องอกไขกระดูกชนิดเซลล์พลาสมา (plasma cell myeloma), ความผิดปกติของการเจริญเติบโตของเม็ดเลือดขาวหลังการปลูกถ่าย (post-transplant lymphoproliferative disorder), มาโครโกล'ถูลินเมยชนิดวาลเดนสตรอม (Waldenstrom's macroglobulinemia), และมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเซลล์ขนาดใหญ่แบบอะนาพลาสติก (anaplastic large-cell lymphoma) (ALCL)
69. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 37-68 ที่ซึ่งการแสดงออกของ CD37 ดังกล่าวถูกตรวจหาโดยใช้อย่างน้อยที่ชุดหนึ่งแอนติบอดี แอนติ-CD37 เพิ่มเติมหรือชิ้นเศษจับ แอนติเจนของสิ่งเหล่านั้น
70. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 69 ที่ซึ่งการแสดงออกของ CD37 ดังกล่าวถูกตรวจวัดโดยใช้ สองแอนติบอดีแอนติ-CD37 หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้น
71. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 69หรือ 70 ที่ซึ่งอย่างน้อยที่ชุดหนึ่ง แอนติบอดีเพิ่มเติมหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นประกอบรวมด้วยสารตรวจหา
72. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 71 ที่ซึ่งสารตรวจหาคือสารตรวจหาชนิดโครโมเจนิก, สารตรวจหาชนิดฟลูออโรเจนิก, สารตรวจหาชนิดเอนไซแมติก, หรือสารตรวจหาชนิดอิเล็กโตร เคมิลูมิเนสเซนต์
73. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 71 หรือ 72 ที่ซึ่งสารตรวจหาคือฮอสแรดิชเปอร์ออกซิเดส (HRP)
74. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 70-73 ที่ซึ่งอย่างน้อยที่ชุคหนึ่งแอนติบอดี เพิ่มเติมหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นถูกจับไว้กับตัวรองรับของแข็ง
75. วิธีการของงข้อถือสิทธิที่ 74 ที่ซึ่งอย่างน้อยที่สุดหนึ่งแอนติบอดีเพิ่มเติมหรือชิ้นเศษจับ แอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นถูกจับไว้กับไมโครไตเตอร์เพลต
76. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 41 หรือ 61 ที่ชิ้ง ELISA ดังกล่าวเป็น ELISA แบบแซนด์วิช
77. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-76 ที่ซง สารออกฤทธิ์ทางการรักษา ประกอบรวมด้วย CD37 แอนติบอดี huCD37-3 หน้า 10 ของจำนวน 10 หน้า
78. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 77 ที่ซึ่งสารออกฤทธิ์ทางการรักษาเป็นแอนติบอดีเมย์แทนซิ นอยด์คอนจูเกต ที่ประกอบรวมด้วย CD37 แอนติบอดี huCD37-3, เมย์แทนซินอยด์ DM1, และ ตัวเชื่อมโยง SMCC ที่ไม่สามารถแยกได้ (IMGN529)
79. ชุดคิทสำหรับการวินิจฉัยและทางเภสัชกรรมแบบรวมที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบ ของข้อถือสิทธิที่ 36 สำหรับการใช้ในการวินิจฉัยโรค และสารออกฤทธิ์ทางการรักษาที่ประกอบ รวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้นสำหรับการใช้ในการ รักษา
80. ชุดคิทสำหรับการวินิจฉัยและทางเภสัชกรรมแบบรวมของข้อถือสิทธิที่ 79 ที่ซึ่ง แอนติบอดีตรวจหาสามารถที่จะตรวจหาการแสดงออกของ CD37 ได้โดย IHC 81. ชุดคิทสำหรับการวินิจฉัยและทางเภสัชกรรมแบบรวมของข้อถือสิทธิที่ 79 หรือ 80 ที่ ซึ่งแอนติบอดีตรวจหาสามารถที่จะตรวจหาการแสดงออกของ CD37 ได้โดย ELISA 82. ชุดคิทสำหรับการวินิจฉัยและทางเภสัชกรรมแบบรวมของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิ ที่ 79-81 ที่ซึ่งแอนติบอดี แอนติ-CD37 ในสารออกฤทธทางการรักษาถูกจับคู่กับไซโตทีอกชิน 83. ชุดคิทวินิจฉัยที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดีหรือชิ้นเศษจับแอนติเจนของสิ่งเหล่านั้น ของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32,รีเอเจนค์สำหรับ IHC, และหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งตัวอย่าง อ้างอิงมาตรฐาน ที่ซึ่งตัวอย่างอ้างอิงมาตรฐานตังกล่าวประกอบรวมด้วย เซลล์, เพลเลตเซลล์, หรือ ตัวอย่างเนื้อเยื่อฝังพาราฟธิเนที่ถูกดองฟอร์มาลิน, และที่ซึ่งหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งตัวอย่างอ้างอิง มาตรฐานตังกล่าวมาจากเซลล์, เพลเลตเซลล์, หรือเนื้อเยื่อที่ไม่มีการแสดงออกถึง CD37, ที่แสดงออกถึง CD37 ต่ำ, หรือที่แสดงออกถึง CD37 สูง ------------ หน้า 1 ของจำนวน 10 หน้า ข้อถือสิทธิ 1. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันที่จับอย่างจำเพาะเจาะจงกับเอพิโทป CD37 เดียวกันกับแอนติบอดีที่ประกอบรวมด้วยพอลิเปปไทต์ของ SEQ ID NO:9 และพอลิเปปไทด์ ของ SEQ ID NO: 10 2. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันที่จับอย่างจำเพาะเจาะจงกับ CD37 ที่ซึ่ง แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของมันดังกล่าวยับยั้งการจับกับ CD37 ของแอนติบอดีที่ประกอบรวมด้วย พอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO:9 และพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO:10 อย่างแข่งขันได้ 3.แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อถือสิทธิที่ 1 หรือ 2 ที่ซึ่งแอนติบอดี หรือชิ้นส่วนของมันประกอบรวมด้วยลำดับ CDR1, CDR2, และ CDR3 ที่มีบริเวณแปรผันได้ สายหนัก (VH) CDR1, CDR2, และ CDR3 ของ SEQ ID NO: 3-5 ตามลำดับ, และลำดับ CDR1, CDR2, และ CDR3 ที่มีบริเวณแปรผันได้สายเบา (VL) ของ SEQ ID NO: 6-8 ตามลำดับ 4.แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันที่จับอย่างจำเพาะเจาะจงกับ CD37 ที่ซึ่ง แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของมันดังกล่าวประกอบรวมด้วยลำดับ CDR1, CDR2, และ CDR3 ที่มี VH ของ SEQ ID NO: 3-5 และ ลำดับ CDR1, CDR2, และ CDR3 ที่ มี VL ของ SEQ ID NO: 6-8 ตามลำดับ 5.แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-4 ที่ซึ่งแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของมันประกอบรวมด้วยลำดับพอลิเปปไทด์ที่เหมือนกันอย่างน้อย ที่สุด 90 เปอร์เซ็นต์ กับลำดับพอลิเปปไทด์ ของ SEQ ID NO:9 และ 10 6.แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อถือสิทธิที่ 5 ที่ซึ่งลำดับพอลิเปปไทต์ เหมือนกันอย่างน้อยที่สุด 95 เปอร์เซ็นต์ กับลำดับพอลิเปปไทด์ ของ SEQ ID NO:9 และ 10 7.แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อถือสิทธิที่ 6 ที่ซึ่งลำดับพอลิเปปไทด์ เหมือนกันอย่างน้อยที่สุด 99 เปอร์เซ็นต์ กับลำดับพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO:9 และ 10 8.แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อถือสิทธิที่ 7 ที่ซึ่งแอนติบอดีหรือ ชิ้นส่วนของมันประกอบรวมด้วยลำดับพอลิเปปไทต์ที่ประกอบรวมด้วยกรดอะมิโนที่มีลำดับของ SEQIDNO:9 และ 10 9.แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันที่จับอย่างจำเพาะเจาะจงกับ CD37 ที่ซึ่ง แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของมันประกอบรวมด้วยบริเวณแปรผันได้สายหนักที่ประกอบรวมด้วย SEQ ID NO:9 10.แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันที่จับอย่างจำเพาะเจาะจงกับ CD37 ที่ซึ่ง แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของมันประกอบรวมด้วยบริเวณแปรผันได้สายหนักที่ประกอบรวมด้วย SEQ ID NO:10 หน้า 2 ของจำนวน 10 หน้า 11. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-10 ที่ชิ่งแอนติบอดีถูกผลิตขึ้นแบบริคอมบิแนนท์ 12. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-11 ที่ชิ่งแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันดังกล่าวเป็นของหนู, ไม่ใช่ของมนุษย์, ถูกทำให้ 5 คล้ายของมนุษย์, เป็นไคเมอริก, หรือเป็นของมนุษย์ 13. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อถือสิทธิที่ 12 ที่ชิ่งแอนติบอดีที่ถูก ทำให้คล้ายของมนุษย์ดังกล่าวถูกเปลี่ยนพื้นผิวใหม่ 14. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-13 ชิ่งเป็นแอนติบอดีความยาวสมบูรณ์ 10 15. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-13 ชิ่งเป็นชิ้นส่วนจับแอนติเจน 16. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อถือสิทธิที่ 15 ที่ชิ่งแอนติบอดีหรือ ชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันดังกล่าวประกอบรวมด้วย Fab, Fab', F(ab’)2, Fd, Fv หรือ scFv โซ่เดี่ยว, Fv ที่ถูกโยงด้วยไดซัลไฟด์, โดเมน V-NAR, IgNar, อินทราบอดี, IgGAcH2, มินิบอดี, 15 F(ab')3, เตตระบอดี, ไตรอะบอดี, ไดอะบอดี, แอนติบอดีโดเมนเดียว, DVD-Ig, Fcab, mAb2, (scFv)2, หรือ scFv-Fc 17. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อถือสิทธิที่ 15 ที่ชิ่งแอนติบอดีหรือ ชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันดังกล่าวประกอบรวมด้วย Fab, Fab', F(ab')2, Fv หรือ scFv โซ่เดี่ยว, Fv ที่ถูกโยงด้วยไดซัลไฟด์, อินทราบอดี, IgGAcH2, มินิบอดี, F(ab')3, เตตระบอดี, ไตรอะบอดี, 20 ไดอะบอดี, DVD-Ig, mAb2, (scFv)2, หรือ scFv-Fc 18. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-17 ชิ่งจับกับ CD37 ของมนุษย์ที่มี Kd อยู่ที่ประมาณ 0.5 ถึงประมาณ 10 นาโนโมลาร์ 19. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-17 ชิ่งจับกับ CD37 ของมนุษย์'ที่มี Kd อยู่ที่ประมาณ 1.0 นาโนโมลาร์หรือมากกว่านั้น 25 20. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-19 ชิ่งจับกับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบรวมด้วยกรดอะมิโน 107-242 ของ CD37 (SEQ ID NO:20) 21. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-20 ชิ่งจับกับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบรวมด้วยกรดอะมิโน 107-235 ของ CD37 (SEQ ID NO:19) 22. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-21 30 ชิ่งจับกับลำดับที่เริ่มด้นใน SEQ ID NO: 15 23. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-22 ชิ่งจับกับลำดับที่เริ่มด้นใน SEQ ID NO: 16 หน้า 3 ของจำนวน 10 หน้า 24. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-23 ซึ่งจับกับลำดับที่เริ่มต้น1ใน SEQ ID NO: 17 25. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-24 ซึ่งจับกับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบรวมด้วยกรดอะมิโน 107-242 ของ CD37 (SEQ ID NO:20) 5 แต่ไม่จับกับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 138-235 ของ CD37 26. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-25 ซึ่งจับกับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบรวมด้วยกรดอะมิโน 107-235 ของ CD37 (SEQ ID NO: 19) แต่ไม่จับกับพอลิเปปไทด์ที่ประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 138-235 ของ CD37 27. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-26 10 ซึ่งจับกับพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO:15 แต่ไม่จับกับพอลิเปปไทด้ของ SEQIDNO:18 28. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-27 ซึ่งจับกับพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO:16 แต่ไม่จับกับพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO:18 29. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-28 ซึ่งจับกับพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO:17 แต่ไม'จับกับพอลิเปปไทด์ของ SEQ ID NO:18 15 30. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 2-29 ซึ่งจับกับอย่างน้อยที่สุดหนึ่งกรดอะมิโนในกรดอะมิโน 110-137ของ CD37 31. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 18-30 ที่ซึ่งส้มพรรคภาพการจับถูกตรวจวัดโดย ส้มพรรคภาพการจับถูกตรวจวัดโดยโฟลวไชโตเมตร, Biacore, ELISA, หรือเรติโออิมมูโนแอสเสย์ 20 32. แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-31 ที่ซึ่งแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันถูกติดฉลากแบบตรวจพบได้ 33. เชลล์ที่ผลิตแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของ ข้อถือสิทธิที่ 1-32 34. เชลล์ของข้อถือสิทธิที่ 33 ที่ซึ่ง เชลล์ถูกแยกเดี่ยว 25 35. วิธีการของการสร้างแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของ ข้อถือสิทธิที่ 1-32 ที่ประกอบรวมด้วย (a) การเพาะเลี้ยงของข้อถือสิทธิที่ 33 หรือ 34; และ (b) การแยกเดี่ยวแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันดังกล่าวจากเซลล์ที่ถูกเพาะเลี้ยงดังกล่าว 36. องค์ประกอบที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของ ข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 และบัฟเฟอร์ซึ่งถูกเถือกจากกลุ่มที่ประกอบไปด้วย: บัฟเฟอร์ 30 IHC, บัฟเฟอร์ ELISA, และบัฟเฟอร์ FACS หน้า 4 ของจำนวน 10 หน้า 37. วิธีการของการตรวจหาการแสดงออกของ CD37 ในตัวอย่าง ที่ประกอบรวมด้วยการ สัมผัสตัวอย่างตังกล่าวด้วยแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของ ข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของข้อถือสิทธิที่ 36 38. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 37 ที่ชิ้งแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันตังกล่าว 5 ถูกติดฉลากแบบตรวจพบได้ 39. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 38 ที่ชิ้งฉลากตังกล่าวถูกเลือกจากกลุ่มที่ประกอบไปด้วย ฉลากอิมมูโนฟลูออเรสเชนค์,ฉลากเคมิลูมิเนสเชนต์,ฉลากเรืองแสง, ฉลากเอนไซม์, ฉลากกัมมันตรังสี, อะวิดิน/ไบโอติน, อนุภาคทองที่เปีนคอลลอยด์, อนุภาคย้อมสี, และ อนุภาคแม่เหล็ก 10 40. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 39 ที่ชํ่งฉลากตังกล่าวเป็นฉลากเอนไชม์ 41. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 37-40 ที่ชํ่งการแสดงออกของ CD37 ถูกกำหนดหาโดยเรดิโออิมมูโนแอสเสย์, เวสเทิร์นบล็อตแอสเสย์, ไซโตเมตร, อิมมูโนฟลูออเรส เชนค์แอสเสย์, เอนไซม์อิมมูโนแอสเสย์, อิมมูโนพรซิพิเตชั่นแอสเสย์, เคมิลูมิเนสเซนต์แอสเสย์, หรืออิมมูโนฮิสโตเคมิคอลแอสเสย์ 15 42. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 41 ที่ซํ่งการแสดงออก-ของ CD37 ถูกกำหนดหาโดยอิมมูโนฮิส โตเคมิคอล (IHC) แอสเสย์ 43. วิธีการสำหรับทำการเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาโรคมะเร็งด้วยสารออกฤทธ ทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันวิธีการ ตังกล่าวที่ประกอบรวมด้วยการบริหารให้สารออกฤทธึ๋ทางการรักษาแก่ผู้'ถูกทดลองที่เป็น 20 โรคมะเร็ง ที่ชํ่งการแสดงออกที่เพิ่มขึ้นของ CD37 ได้ถูกตรวจพบในตัวอย่างที่เป็นมะเร็งจาก ผู้ถูกทดลองตังกล่าวโดยใช้แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของ ข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของข้อถือสิทธิที่ 36 44. วิธีการสำหรับทำการระบุโรคมะเร็ง ที่เป็นไปได้ว่าตอบสนองต่อสารออกฤทธทางการ รักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมัน วิธีการตังกล่าว 25 ที่ประกอบรวมด้วย: a. การสัมผัสตัวอย่างทางชีวภาพที่ประกอบรวมด้วยเชลล์จากมะเร็งตังกล่าวด้วยแอนติบอดี หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของ ข้อถือสิทธิที่ 36; b. การตรวจหาการจับของแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันดังกล่าว กับ CD37 30 ในตัวอย่างทางชีวภาพตังกล่าวของ (a); C. การกำหนดคะแนนแก่การจับดังกล่าวของขั้นตอน (b) ที่ชํ่งคะแนตังกล่าวถูกกำหนดโยมี พื้นฐานอยู่บนหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งตัวอย่างอ้างอิง; และ หน้า 5 ของจำนวน 10 หน้า d. การเปรียบเทียบคะแนนดังกล่าวในขั้นตอน (c) กับคะแนนของเนื้อเยื่อหรือเชลล์อ้างอิง ที่ซํ่งคะแนนสำหรับระดับ CD37 ของมะเร็งดังกล่าวที่มากกว่าคะแนนสำหรับตัวอย่างอ้างอิงที่ แสดงออกถึง CD37 ปกติหรือตา หรือคะแนนสำหรับระดับ CD37 ของมะเร็งดังกล่าวที่เทียบเท่า หรือมากกว่าคะแนนสำหรับตัวอย่างอ้างอิงที่แสดงออกถึง CD37 สูง ระบุว่ามะเร็งดังกล่าวเป็นไป 5 ได้ที่จะตอบสนองต่อแอนติบอดี แอนติ-CD37 45. วิธีการของการบำบัดผู้ป่วยที่มีมะเร็งวิธีการดังกล่าวที่ประกอบรวมด้วย: a. การกำหนดหาคะแนนการแสดงออกของ CD37 จากการตรวจหาการแสดงออกของ CD37 ในตัวอย่างที่เป็นมะเร็งซึ่งถูกได้มาจากผู้ป่วย ที่ซึ่งการตรวจหาถูกดำเนินงานโดยใช้ แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของบันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือ 10 องค์ประกอบของข้อถือสิทธิที่ 36; และ b. การบริหารให้สารออกฤทธทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันแก่ผู้ป่วย หากคะแนนชี้บอกว่าผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์จากการ บริหารให้ของสารออกฤทธทางการรักษา 46. วิธีการของการบำบัดผู้ป่วยที่มีมะเร็งวิธีการดังกล่าวที่ประกอบรวมด้วย: 15 a. การกำหนดหาคะแนนการแสดงออกของ CD37 จากการตรวจหาการแสดงออกของ CD37 ในตัวอย่างที่เป็นมะเร็งซึ่งถูกได้มาจากผู้ป่วย ที่ซึ่งการตรวจหาถูกดำเนินงานโดยใช้ แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของบันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือ องค์ประกอบของข้อถือสิทธิที่ 36; และ b. การอบรมผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพที่บริหารให้สารออกฤทธทางการรักษาที่ 20 ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจน1ของมันแก่ผู้'ป่วย หากคะแนน ชี้บอกว่าผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์จากการบริหารให้ของสารออกฤทธทางการรักษา 47. วิธีการของการบำบัดผู้ป่วยที่มีมะเร็งวิธีการตังกล่าวที่ประกอบรวมด้วย: a. การมอบตัวอย่างที่เป็นมะเร็งซึ่งถูกนำมาจากผู้,ป่วยที่มีมะเร็ง สำหรับการกำหนดหา คะแนนการแสดงออกของ CD37 จากการตรวจหาการแสดงออกของ CD37 โดยใช้แอนติบอดีหรือ 25 ชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของ ข้อถือสิทธิที่ 36; และ b. การบริหารให้สารออกฤทชิ้ทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันแก่ผู้ป่วย หากคะแนนชี้บอกว่าผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์จากการ บริหารให้ของสารออกฤทธี้ทางการรักษาสารออกฤทธทางการรักษา หน้า 6 ของจำนวน 10 หน้า 48. วิธีการ1ของการบำบัดผู้ป้วยที่มีมะเร็ง วิธีการดังกล่าวที่ประกอบรวมด้วย: a. การตรวจหาการแสดงออกของ CD37 ในตัวอย่างที่เป็นมะเร็งซึ่งถูกได้มาจากผู้ป่วย ดังกล่าว ที่ซึ่งการตรวจหาถูกดำเนินงานโดยใช้แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของ ข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของข้อถือสิทธิที่ 36; 5 b. การกำหนดหาคะแนนการแสดงออกของ CD37 สำหรับตัวอย่างที่เป็นมะเร็งดังกล่าว; และ C. การบริหารให้สารออกฤทธิทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันแก่ผู้ป่วย หากคะแนนชี้บอกว่าผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์จากการ บริหารให้ของสารออกฤทธึ๋ทางการรักษา 10 49. วิธีการของการระบุมะเร็งที่ไวต่อการบำบัดด้วยสารออกฤทธแอนติ-CD37 วิธีการ ดังกล่าวที่ประกอบรวมด้วย: a. การตรวจหาระดับของการแสดงออกของ CD37 ในตัวอย่างที่เป็นมะเร็งจากมะเร็ง ดังกล่าว โดยใช้แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของข้อถือสิทธิที่ 36 ที่ซึ่งการตรวจหาดังกล่าวประกอบรวมด้วยการใช้ 15 วิธีการที่จำแนกระหว่างความเข้มของการย้อมสีหรือความสมาเสมอของการย้อมสีในตัวอย่าง ที่เป็นมะเร็งที่แสดงออกถึง CD37 เมื่อถูกเปรยบเทียบกับความเข้มของการย้อมสีหรือความ สมรเสมอของการย้อมสีในหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งตัวอย่างอ้างอิง; b. การกำหนดหาคะแนนความเข้มของการย้อมสีหรือความสมรเสมอของการย้อมสี CD37 สำหรับตัวอย่างที่เป็นมะเร็งดังกล่าว; และ 20 C. การเปรยบเทียบคะแนนความเข้มของการย้อมสีหรือความสมรเสมอของการย้อมสี CD37 ซึ่งถูกกำหนดหาในขั้นตอน (๖) ต่อค่าสัมพัทธ์ซึ่งถูกกำหนดหาโดยการตรวจวัดการ แสดงออกของโปรตีน CD37 ในอย่างน้อยที่สุดหนึ่งตัวอย่างอ้างอิง ที่ซึ่งอย่างน้อยที่สุดหนึ่งตัวอย่าง อ้างอิงดังกล่าวเป็นตัวอย่างเนื้อเยื่อ, เซลล์, หรือเพลเลตของเซลล์ซึ่งไม่ไวต่อการบำบัดด้วยสาร ออกฤทธึ๋ทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจน 25 ของมัน และที่ซึ่งคะแนนความเข้มของการย้อมสี CD37 สำหรับตัวอย่างที่เป็นมะเร็งดังกล่าวซึ่ง ถูกกำหนดหาในขั้นตอน (๖) นั้นมีค่าสูงกว่าค่าสัมพัทธ์ตังกล่าวที่ระบุมะเร็งตังกล่าวที่ไวต่อการ บำบัดด้วยสารออกฤทธทางการรักษา 50. วิธีการของการระบุมะเร็งที่ไวต่อการบำบัดด้วยสารออกฤทธทางการรักษาที่ประกอบ รวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันวิธีการตังกล่าวที่ประกอบ 30 รวมด้วย: หน้า 7 ของจำนวน 10 หน้า a. การตรวจหาระดับของการแสดงออกของ CD37 ในตัวอย่างที่เปีนมะเร็งจากมะเร็ง ดังกล่าว โดยใช้แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของข้อถือสิทธิที่ 36 ที่ชิ้งการตรวจหาดังกล่าวประกอบรวมด้วย การใช้ วิธีการที่จำแนกระหว่างความเข้มของการย้อมสีหรือความสมรเสมอของการย้อมสิในตัวอย่างที่เป็น 5 มะเร็งที่แสดงออกถึง CD37 เมื่อถูกเปรยบเทียบกับความเข้มของการย้อมสีหรือความสมาเสมอของ การย้อมสีในหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งตัวอย่างอ้างอิง; b. การกำหนดหาคะแนนความเข้มของการย้อมสี CD37 หรือคะแนนความสมรเสมอของ การย้อมสีสำหรับตัวอย่างที่เป็นมะเร็งดังกล่าว; และ C. การเปรยบเทียบคะแนนความเข้มของการย้อมสีหรือความสมรเสมอของการย้อมสี 10 CD37 ชํ่งถูกกำหนดหาในขั้นตอน (๖)ต่อค่าสัมพัทธ์ซึ่งถูกกำหนดหาโดยการตรวจวัดการ แสดงออกของโปรตีน CD37 ในอย่างน้อยที่สุดหนึ่งตัวอย่างอ้างอิง ที่ซึ่งอย่างน้อยที่สุดหนึ่งตัวอย่าง อ้างอิงเป็นตัวอย่างเนื้อเยื่อ, เชลล์, หรือเพลเลตของเซลล์ ซึ่งไวต่อการบำบัดด้วยสารออกฤทชิ้ ทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมัน และที่ ซึ่งคะแนนความเข้มของการย้อมสี CD37 สำหรับตัวอย่างที่เป็นมะเร็งตังกล่าวซึ่งถูกกำหนดหาใน 15 ขั้นตอน (b) ที่มากกว่าหรือเทียบเท่ากับค่าสัมพัทธ์ตังกล่าว ระบุว่ามะเร็งตังกล่าวนั้นไวต่อการบำบัด ด้วยสารออกฤทชิ้ทางการรักษา 51. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-50 ที่ประกอบรวมเพิ่มเติมด้วย การ บริหารให้สารออกฤทธทางการรักษาที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นส่วนจับ แอนติเจนของมัน แก่ผู้ถูกทดลองผู้ซึ่งตัวอย่างที่เป็นมะเร็งหรือตัวอย่างทางชีวภาพถูกได้มาจากผู้นั้น 20 52. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-51 ที่ซึ่งระดับ CD37 ของผู้ป่วยถูก ตรวจหาในตัวอย่างที่เป็นมะเร็งหรือตัวอย่างทางชีวภาพซึ่งถูกได้มาจากผู้ป่วย 53. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-52 ที่ซึ่งตัวอย่างที่เป็นมะเร็งหรือตัวอย่าง ทางชีวภาพตังกล่าวเป็น สารสกัดของไหล, เลือด, พลาสมา, ชีรัม, ของไหลจากกระลูกสันหลัง, ของไหลจากนั้าเหลือง, หรือสารเตรียมจากม้าม (splenic preparation) 25 54. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 44-53 ที่ซึ่งการตรวจหาถูกทำโดยอิมมูโน ฮิสโตเคมี (IHC) 55. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 42 หรือ 54 ที่ซึ่ง IHC เป็น IHC ที่ถูกปรับเป็นมาตรฐาน ที่สามารถจำแนกระดับความแตกต่างของการแสดงออกของ CD37 56. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 42, 54, หรือ 55 ที่ซึ่ง IHC ตังกล่าวผลิตช่วง 30 ของความเข้มของการย้อมสีสำหรับตัวอย่างที่มีการแสดงออกของ CD37 ตร, การแสดงออกของ CD37 ปานกลาง, หรือการแสดงออกของ CD37 สูง หน้า 8 ของจำนวน 10 หน้า 57. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 42 หรือ 54-56 ที่ซึ่ง IHC ดังกล่าวจำแนก ระหว่างความเข้มของการย้อมสีและความสมรเสมอของการย้อมสีในตัวอย่างที่เป็นมะเร็งหรือ ตัวอย่างทางชีวภาพที่แสดงออกถึง CD37 เมื่อถูกเปรยบเทียบกับตัวอย่างอ้างอิง 58. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 42 หรือ 54-57 ที่ซึ่ง IHC ถูกดำเนินงาน 5 ด้วยมือ 59. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 42 หรือ 54-57 ที่ซึ่ง IHC ถูกดำเนินงานโดย ใช้ระบบอัตโนมํติ 60. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 42หรือ 54-59ที่ซึ่งคะแนน CD37 ถูกกำหนดหาจาก IHC 10 61. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 44-53 ที่ซึ่งการตรวจหาถูกทำโดยเอนไชม? สิงค์ อิมมูโนชอร์เบนท์ แอสเสย์ (ELISA) 62. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 44, 49, หรือ 50 ที่ช้งตัวอย่างอ้างอิง ตังกล่าวคือตัวอย่างอ้างอิงชนิดโพสิทีฟหรือตัวอย่างอ้างอิงชนิดเนกาทีฟ 63. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 44, 49, 50, หรือ 51 ที่ซึ่งตัวอย่างอ้างอิง 15 ประกอบรวมด้วยเซลล์, เพลเลตของเชลล์, หรือเนื้อเยื่อ 64. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-63 ที่ซึ่งแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับ แอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 ประกอบรวมเพิ่มเติมด้วยรืเอเจนท์ ตรวจหาซึ่งถูกเลือกจากกลุ่มที่ประกอบไปด้วย: ฉลากอิมมูโนฟลูออเรสเชนต์, ฉลากเคมิลูมิณส เชนต์, ฉลากเรืองแสง, เอนไซม์, ฉลากกัมมันตรังสี, อะวิดิน/ไบโอดิน, อนุภาคทองที่เป็น 20 คอลลอยด์, อนุภาคย้อมสี, และอนุภาคแม่เหล็ก 65. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 64 ที่ซึ่งรืเอเจนท์ตรวจหาตังกล่าวคือเอนไซม์ 66. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-65 ที่ซึ่งมะเร็งตังกล่าวคือมะเร็งชนิด CD37 โพสิทีฟ 67. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-66 ที่ซึ่งมะเร็งคือมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือ 25 มะเร็งต่อมน้ำเหลือง 68. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-66 ที่ซึ่งมะเร็งตังกล่าวถูกเลือกจากกลุ่ม ที่ประกอบไปด้วยมะเร็งต่อมนื้าเหลืองชนิดเชลล์ B, NHL, มะเร็งเม็ดเลือด1ขาว/มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ของสิมโฟไซด์ชนิดเชลล์ B ด้นกำเนิด และเนื้องอกเชลล์ B ที่โตเต็มที่ (precursor B cell lymphoblastic leukemia/lymphoma and mature B cell neoplasms), มะเรงเมดเลอดขาวของ 30 ลิมโฟไซด์แบบเรื้อรังชนิดเชลล์ร/มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของลิมโฟไซด์ขนาดเล็ก (B cell chronic lymphocytic leukemia (CLL)/small lymphocytic lymphoma (SLL)), มะเรงเมดเลอดขาวของ โปรลิมโฟไชด์ชนิ ดเซลล B (B cell prolymphocytic leukemia), มะเร็งต่อมนำเหลองของ หน้า 9 ของจำนวน 10 หน้า ลิมโฟพลาสมาไซด์(lymphoplasmacytic lymphoma), มะเร็งต่อมน้าเหลืองชนิดแมนเทิลเชลล์ ( mantle cell lymphoma) (MCL), มะเรงต่อมนำเหลองชนิดพ่อลลิเคล (follicular lymphoma) (FL), มะเร็งต่อมน้าเหลืองชนิดพ่อลลิเคิลระดับตา, ระดับกลาง, และระดับสูง (low grade, intermediate- grade and high-grade (FL)), มะเร็งต่อมน้าเหลืองชนิดกึ่งกลางพ่อลลิเคิลที่ผิวหนัง (cutaneous 5 follicle center lymphoma), มะเร็งต่อมน้าเหลืองชนิดเชลล์ B บริเวณขอบ (marginal zone B cell lymphoma) มะเร็งต่อมน้าเหลืองชนิดเชลล์ B บริเวณขอบ ประเภท MALT, มะเร็งต่อมน้าเหลือง ชนิดเชลล์ B บริเวณขอบ แบบปม (nodal marginal zone B cell lymphoma), มะเร็งต่อมน้าเหลือง ชนิดเชลล์ B บริเวณขอบ แบบม้าม (splenic type marginal zone B cell lymphoma), มะเรงเมดเลอด ขาวประเภทเชลล์ขน (hairy cell leukemia), มะเร็งต่อมน้าเหลืองชนิดเชลล์ B ขนาดใหญ่ที่ 10 แพร่กระจาย (diffuse large B cell lymphoma), มะเร็งต่อมน้าเหลืองชนิดเบอร์กิตต์ (Burkitt's lymphoma), พลาสมาไชโตมา (plasmacytoma), เนื้องอกไขกระดูกชนิดเซลล์พลาสมา (plasma cell myeloma), ความผิดปกติของการเจริญเติบโตของเม็ดเลือดขาวหลังการปลูกถ่าย (post-transplant lymphoproliferative disorder), มาโครโกลบูลินีเมียชนิดวาลเดนสตรอม (Waldenstrom's macroglobulinemia), และมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเซลล์ขนาดใหญ่แบบอะนาพลาสติก (anaplastic 15 large-cell lymphoma) (ALCL) 69. วิธีการของข้อใดข้อหนื้งของข้อถือสิทธิที่ 37-68 ที่ฃื่งการแสดงออกของ CD37 ดังกล่าวถูกตรวจหาโดยใช้อย่างน้อยที่สุดหนื้งแอนติบอดี แอนติ-CD37 เพิ่มเติมหรือชิ้นส่วนจับ แอนติเจนของมัน 70. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 69 ที่ชึ๋งการแสดงออกของ CD37 ดังกล่าวถูกตรวจวัดโดยใช้ 20 สองแอนติบอดีแอนติ-CD37 หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมัน 71. วิธีการของข้อใดข้อหนื้งของข้อถือสิทธิที่ 69 หรือ 70 ที่ชํ่งอย่างน้อยที่สุดหนึ่ง แอนติบอดีเพิ่มเติมหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันประกอบรวมด้วยสารตรวจหา 72. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 71 ที่ชํ่งสารตรวจหาคือสารตรวจหาชนิดโครโมเจนิก, สารตรวจหาชนิดฟลูออโรเจนิก, สารตรวจหาชนิดเอนไชแมติก, หรือสารตรวจหาชนิดอิเล็กโตร 25 เคมีลูมิเนสเซนต์ 73. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 71 หรือ 72 ที่ชึ่งสารตรวจหาคือฮอสแรดิชเปอร์ออกชิเดส (HRP) 74. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 70-73 ที่ชํ่งอย่างน้อยที่สุดหนึ่งแอนติบอดี เพิ่มเติมหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันถูกจับไว้กับตัวรองรับของแข็ง 30 75. วิธีการของงข้อถือสิทธิที่ 74 ที่ซํ่งอย่างน้อยที่สุดหนึ่งแอนติบอดีเพิ่มเติมหรือชิ้นส่วน จับแอนติเจนของมันถูกจับไว้กับไมโครไตเตอร์เพลต 76. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 41 หรือ 61 ที่ซง ELISA ดังกล่าวเป็น ELISA แบบแซนด์วิช หน้า 10 ของจำนวน 10 หน้า 77. วิธีการของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 43-76 ที่ซึ่ง สารออกฤทธึ๋ทางการรักษา ประกอบรวมด้วย CD37 แอนติบอดี huCD37-3 78. วิธีการของข้อถือสิทธิที่ 77 ที่ซึ่งสารออกฤทธี้ทางการรักบาเป็นแอนติบอดีเมย์ แทนซินอยด์คอนจูเกต ที่ประกอบรวมด้วย CD37 แอนติบอดี huCD37-3, เมย์แทนชินอยด์ DM1, 5 และตัวเชื่อมโยง SMCC ที่ไม่สามารถแยกได้ (IMGN529) 79. การวินิจฉัยแบบองค์รวมและชุดเครื่องทางเภสัชกรรมที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดี หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันของข้อใดข้อหนื่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32 หรือองค์ประกอบของ ข้อถือสิทธิที่ 36 สำหรับการใช้ในการวินิจฉัยโรค และสารออกฤทธทางการรักษาที่ประกอบรวม ด้วยแอนติบอดี แอนติ-CD37 หรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมันสำหรับการใช้ในการรักษา 10 80. การวินิจฉัยแบบองค์รวมและชุดเครื่องทางเภสัชกรรมของข้อถือสิทธิที่ 79 ที่ซึ่ง แอนติบอดีตรวจหาสามารถที่จะตรวจหาการแสดงออกของ CD37 ได้โดย IHC
81. การวินิจฉัยแบบองค์รวมและชุดเครื่องทางเภสัชกรรมของข้อถือสิทธิที่ 79 หรือ 80 ที่ซึ่งแอนติบอดีตรวจหาสามารถที่จะตรวจหาการแสดงออกของ CD37 ได้โดย ELISA
82. การวินิจฉัยแบบองค์รวมและชุดเครื่องทางเภสัชกรรมของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิ 15 ที่ 79-81 ที่ซึ่งแอนติบอดี แอนติ-CD37 ในสารออกฤทชิ้ทางการรักษาถูกจับคู่กับไชโตทีอกชิน
83. ชุดอุปกรณ์วินิจฉัยโรคที่ประกอบรวมด้วยแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนจับแอนติเจนของมัน ของข้อใดข้อหนึ่งของข้อถือสิทธิที่ 1-32,รืเอเจนค์สำหรับ IHC, และหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งตัวอย่าง อ้างอิงมาตรฐาน ที่ซึ่งตัวอย่างอ้างอิงมาตรฐานดังกล่าวประกอบรวมด้วย เชลล์, เพลเลตของเชลล์, หรือตัวอย่างเนื้อเยื่อฝังพาราฟธิเนที่ถูกแช่ฟอร์มาลิน, และที่ซึ่งหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งตัวอย่างอ้างอิง 20 มาตรฐานดังกล่าวมาจากเซลล์, เพลเลตของเชลล์, หรือเนื้อเยื่อที่ไม,มีการแสดงออกถึง CD37, ที่แสดงออกถึง CD37 ตา, หรือที่แสดงออกถึง CD37 สูง
Publications (1)
| Publication Number | Publication Date |
|---|---|
| TH1801001202A true TH1801001202A (th) | 2024-06-03 |
Family
ID=
Similar Documents
| Publication | Publication Date | Title |
|---|---|---|
| JP7416625B2 (ja) | 早期バイオマーカーを使用する、頭部への損傷を負ったヒト対象又は負った可能性があるヒト対象に対して、イメージングを実施するかどうかの決定の一助となるための方法 | |
| JP7080899B2 (ja) | 同じヒト対象に由来する少なくとも2つの試料に対して早期バイオマーカーを使用する、外傷性脳損傷の超急性の診断及び決定の一助となるための方法 | |
| JP7346300B2 (ja) | 早期バイオマーカーであるユビキチンカルボキシ末端ヒドロラーゼl1を使用する、ヒト対象における外傷性脳損傷の程度の診断及び決定の一助となるための方法 | |
| CA2801996C (en) | Cmet antibodies for the diagnosis and/or prognosis of cancer | |
| JP2021505844A (ja) | Gfapとuch−l1との組合せを使用する、ヒト対象における外傷性脳損傷を診断及び査定する一助となるための方法 | |
| WO2015181342A1 (en) | Pd-l1 antibodies and uses thereof | |
| AU2018378971A1 (en) | Methods for aiding in the diagnosis and evaluation of a subject who has sustained an orthopedic injury and that has or may have sustained an injury to the head, such as mild traumatic brain injury (TBI), using glial fibrillary acidic protein (GFAP) and/or ubiquitin carboxy-terminal hydrolase l1 (UCH-L1) | |
| CN110546513A (zh) | 使用早期生物标记物帮助超急性诊断和确定人类受试者中的创伤性脑损伤的方法 | |
| US12174195B2 (en) | Compositions and methods for assessing the risk of cancer occurrence | |
| JP2016516008A5 (th) | ||
| JP2018532699A5 (th) | ||
| JP2020510409A5 (th) | ||
| WO2014192974A1 (ja) | 抗lgr6抗体を含む癌の検出用又は診断用試薬 | |
| CN113711038A (zh) | 用于生物样品中游离aim的免疫分析方法及用于检测对象中nash的方法 | |
| JP2019508684A (ja) | 活動性結核の診断のための方法及びキット | |
| KR20170093141A (ko) | 데옥시하이푸신·신타제 유전자를 지표로서 사용하는 동맥 경화 및 암의 검출 방법 | |
| CN109997043A (zh) | 护理点测定法 | |
| KR20250165646A (ko) | Nr1에 대한 자가항체의 검출 | |
| AU2022354059A1 (en) | Methods and systems of diagnosing brain injury | |
| JP2023511591A (ja) | 腸管バリア機能障害および/または肝硬変の検出 | |
| CA3009768C (en) | Compositions and methods for assessing the risk of cancer occurrence | |
| WO2024059708A1 (en) | Biomarkers and methods for differentiating between mild and supermild traumatic brain injury | |
| KR20250137947A (ko) | 항생제 검출용 키트, 이를 이용한 항생제 검출방법 및 이를 포함하는 항생제 검출장치 | |
| WO2017204349A1 (en) | Methods and assays for estimating acid-fast bacteria viability, and kits therefor | |
| OA20775A (en) | Detecting gut barrier dysfunction and/or cirrhosis. |