TH33551A - สารผสมของเรซินอินทรีย์ชนิดทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้และชิ้นวัตถุที่เตรียมจากสารดังกล่าว - Google Patents

สารผสมของเรซินอินทรีย์ชนิดทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้และชิ้นวัตถุที่เตรียมจากสารดังกล่าว

Info

Publication number
TH33551A
TH33551A TH9201001606A TH9201001606A TH33551A TH 33551 A TH33551 A TH 33551A TH 9201001606 A TH9201001606 A TH 9201001606A TH 9201001606 A TH9201001606 A TH 9201001606A TH 33551 A TH33551 A TH 33551A
Authority
TH
Thailand
Prior art keywords
mixture
diol
mixtures
approximately
group
Prior art date
Application number
TH9201001606A
Other languages
English (en)
Other versions
TH10935B (th
Inventor
ดี. เซลวิก นายคริสโตเฟอร์
Original Assignee
นายบุญมา เตชะวณิช
นายวิรัช ศรีเอนกราธา
นายจักรพรรดิ์ มงคลสิทธิ์
นายต่อพงศ์ โทณะวณิก
Filing date
Publication date
Application filed by นายบุญมา เตชะวณิช, นายวิรัช ศรีเอนกราธา, นายจักรพรรดิ์ มงคลสิทธิ์, นายต่อพงศ์ โทณะวณิก filed Critical นายบุญมา เตชะวณิช
Publication of TH33551A publication Critical patent/TH33551A/th
Publication of TH10935B publication Critical patent/TH10935B/th

Links

Abstract

บรรยายสารผสมของเรซินอินทรีย์ของโพลิออล (แอลลิล คาร์บอเนท) ตัวอย่างเช่น ไดเอธิลีน ไกลคอล บิส (แอลลิล คาร์บอเนท) จากประมาณ 30 ถึง 90% โดยน้ำหนัก และของผสมของแอลิแฟทิค ยูเรเธน ที่มีส่วนปลายสุดซึ่งประกอบด้วยหมู่ฟังก์ชันแอลลิลหรืออะคริลิล จากประมาณ 10 ถึง 70 ตัวอย่างเช่น 10 ถึง 30% โดยน้ำหนัก สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ เตรียมจากสารผสมดังกล่าวซึ่งให้สิ่งที่หล่อออกมาซึ่งมีค่าความเหลือง (b*) ต่ำ และไม่ถูกปล่อยออกมาจากแม่พิมพ์ก่อนที่มันจะขึ้นรูป สารที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ซึ่งเตรียมจากสารผสมดังกล่าว อาจใช้เพื่อเตรียมชิ้นวัตถุโฟโตโครมิค ตัวอย่างเช่นเลนส์ โดยการเติมสารโฟโตโครมิคลงไป ตัวอย่างเช่น โดยการส่งผ่านความร้อนเข้าไปในสารที่ได้จากการเกิดโพลิเมอร์นั้น

Claims (9)

1. สารผสมอินทรีย์ที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ซึ่งประกอบรวมด้วยสารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโคโพลิเมอร์ได้ของ: (a) โพลิออล (แอลลิล คาร์บอเนท) และ (b) จากประมาณ 10 ถึงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักของของผสมของแอลิแฟทิค ยูเรเธน ที่ส่วนปลายซึ่งมีหมู่ฟังก์ชันซึ่งเลือกจากหมู่ซึ่งประกอบด้วยหมู่แอลลิลและอะคริลิล ของผสมของแอลิแฟทิค ยูเรเธนที่กล่าวแล้วซึ่งแทนได้ด้วยการแสดงต่อไปนี้อย่างน้อยสองแบบ (1) D-B-A-B-D (2) D-B-A-B-D\' (3) D\'-B-A-B-D\' ซึ่ง D แทนส่วนปลายสุดซึ่งมีหมู่แอลลิล D\' แทนส่วนปลายสุดซึ่งมีหมู่อะคริลิล B แทนส่วนที่มีแอลิแฟทิค บิส คาร์บามิค ซึ่งแทนได้ด้วยสูตร -OC(O)-NH(E)NH-C(O)-O- ซึ่ง E คือส่วนที่เหลือที่เป็นแอลิแฟทิคของแอลิแฟทิค ไดไอโซไซยาเนท และ A ในแอลิแฟทิค ยูเรเธนแต่ละชนิดที่มีอยู่ในของผสมของแอลิแฟทิค ยูเรเธน แทนส่วนที่เหลือของแอลิแฟทิค ไดออลชนิดอิ่มตัวซึ่งเลือกจากหมู่ซึ่งประกอบด้วย C2-C6 แอลเคนไดออล ไดเอธิลีน ไกลคอล โพลิเอสเทอร์ ไดออล โพลิอีเธอร์ ไดออล หรือโพลิคาร์บอเนท ไดอลล อัตราส่วนโมลของหมู่แอลลิลที่กล่าวแล้ว ต่อหมู่อะคริลิคในแอลิแฟทิค ยูเรเธนที่มีอยู่ในของผสมนั้น คือจากประมาณ 15:1 ถึงประมาณ 1:1
2. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลีเมอร์ได้ตามข้อถือสิทธิข้อ 1 ซึ่งโพลิออล (แอลลิล คาร์บอเนท) นั้นคือไดเอธิลีน ไกลคอล บิส (แอลลิล คาร์บอเนท) และของผสมของแอลิแฟทิค ยูเรเธนนั้นมีอยู่ในปริมาณจากประมาณ 10 ถึงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก
3. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ตามข้อถือสิทธิข้อ 1 ซึ่ง A คือส่วนที่เหลือของโพลิเอสเทอร์ ไดออลชนิดอิ่มตัวซึ่งมีน้ำหนักโมเลกุลจากประมาณ 400 ถึงประมาณ 1000 หรือ C2-C6 แอลเคน ไดออล
4. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 3 ซึ่งโพลิเอสเทอร์ ไดออลนั้นคือ โพลิ (แคโพรแลคโทน) ไดออล
5. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 3 ซึ่งแอลเคนไดออลนั้นคือ 1,4-บิวเทน ไดออล
6. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 1 ซึ่งแอลิแฟทิคไดไอโซไซยาเนทนั้นคือไอโซฟอโรนไดไอโซไซยาเนท
7. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 2 ซึ่ง A คือส่วนที่เหลือของโพลิเอสเทอร์ ไดออลชนิดอิ่มตัวซึ่งมีน้ำหนักโมเลกุลจากประมาณ 400 ถึงประมาณ 1000 หรือ C2-C6 แอลเคน ไดออล
8. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 7 ซึ่งโพลิเอสเทอร์ไดออลนั้นคือโพลิ (แคโพรแลคโทน) ไดออล แอลเคนไดออลนั้นคือ 1,4-บิวเทน ไดออลและแอลิแฟทิค ไดไอโซไซยาเนทนั้นคือไอโซฟอโรน ไดไอโซไซยาเนท
9. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 8 ซึ่ง D คือหมู่แอลคิล และ D\' คือหมู่อะคริลิค CH2=C(L)-C(O)-O-CH2-CH2- ซึ่ง L คือไฮโดรเจน หรือเมธิล 1
0. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 1 ซึ่ง D คือหมู่แอลลิล และ D\' คือหมู่อะคริลิล CH2=C(L)-C(O)-O-CH2-CH2- ซึ่ง L คือไฮโดรเจน หรือเมธิล 1
1. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 3 ซึ่ง D คือหมู่แอลลิล D\' คือหมู่อะคริลิล CH2=C(L)-C(O)-O-CH2-CH2- ซึ่ง L คือไฮโดรเจน หรือเมธิล โพลิเอสเทอร์ ไดออล คือโพลิ (แคโพรแลคโทน)ไดออล และแอลเคนไดออลนั้นคือ 1,4-บิวเทน ไดออล 1
2. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 2 ซึ่งของผสมของแอลิแฟทิค ยูเรเธนนั้นประกอบรวมด้วย ของผสมของยูเรเธนซึ่งแทนได้ด้วยการแสดง (1) D-B-A\'-B-D (2) D-B-A"-B-D (3) D\'-B-A\'-B-D (4) D\'-B-A"-B-D ซึ่ง A\' คือโพลิเอสเทอร์ ไดออล และ A" คือ C2-C6 แอลเคน ไดออล 1
3. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 12 ซึ่งโพลิเอสเทอร์ ไดออลนั้นคือโพลิ (แคโพรแลคโทน)ไดออล ซึ่งมีน้ำหนักโมเลกุลจากประมาณ 400 ถึงประมาร 1,000 และแอลเคน ไดออลนั้นคือ 1,4-บิวเทน ไดออล 1
4. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 13 ซึ่ง D คือหมู่แอลลิล และ D\' คือหมู่อะคริลิล CH2=C(L)-C(O)-O-CH2-CH2- ซึ่ง L คือไฮโดรเจน หรือเมธิล 1
5. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 14 ซึ่งแอลิแฟทิค ไดไอโซไซยาเนทนั้นคือไอโซฟอโรน ไดไอโซไซยาเนท 1
6. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 2 ซึ่งสารผสมของแอลิแฟทิค ยูเรเธนนั้นประกอบรวมด้วยของผสมของยูเรเธนซึ่งแทนได้ด้วยการแสดง (1) D-B-A\'-B-D (2) D-B-A\'-B-D\' (3) D\'-B-A\'-B-D\' ซึ่ง A\' คือโพลิเอสเทอร์ ไดออล 1
7. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 16 ซึ่งโพลีเอสเทอร์ ไดออลนั้นคือโพลิ (แคโพรแลคโทน) ไดออล ซึ่งมีน้ำหนักโมเลกุลจากประมาณ 400 ถึงประมาณ 1000 1
8. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 17 ซึ่ง D คือหมู่แอลลิล และ D\' คือหมู่อะคริลิล CH2=C(L)-C(O)-O-CH2-CH2- ซึ่ง L คือไฮโดรเจน หรือเมธิล 1
9. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 18 ซึ่งแอลิแฟทิค ไดไอโซไซยาเนทนั้นคือไอโซฟอโรน ไดไอโซไซยาเนท 2
0. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 2 ซึ่งสารผสมนั้น มีจากประมาณ 0.1 ถึงประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักของไดแอลคิล ไพโรคาร์บอเนทซึ่งแทนได้ด้วยสูตร R"-O-C(O)-O-C(O)-O-R" ซึ่ง R" เลือกได้จากหมู่ซึ่งประกอบด้วย C1-C12 แอลคิลและ C6-C10 ไซโคล แอลคิล ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำหนักของสารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโคโพลิเมอร์ได้นั้น 2
1. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 20 ซึ่ง ไดแอลคิล ไพโรคาร์บอเนทนั้นคือ ไดเอธิล ไพโรคาร์บอเนท 2
2. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 12 ซึ่งสารผสมนั้นมีจากประมาณ 0.1 ถึงประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักของไดแอลคิลไพโรคาร์บอเนทซึ่งแทนได้ด้วยสูตร R"-O-C(O)-O-C(O)-O-R" ซึ่ง R" เลือกได้จากหมู่ซึ่งประกอบด้วย C1-C12 แอลคิลและ C6-C10 ไซโคล แอลคิล ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำหนักของสารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโคโพลิเมอร์ได้ 2
3. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 22 ซึ่ง ไดแอลคิล ไพโรคาร์บอเนทนั้นคือ ไดเอธิล ไพโรคาร์บอเนท 2
4. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 16 ซึ่งสารผสมนั้นมีจากประมาณ 0.1 ถึงประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักของไดแอลคิล ไพโรคาร์บอเนทซึ่งแทนได้ด้วยสูตร R"-O-C(O)-O-C(O)-O-R" ซึ่ง R" เลือกได้จากหมู่ซึ่งประกอบด้วย C1-C12 แอลคิลและ C6-C10 ไซโคล แอลคิล ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำหนักของสารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโคโพลิเมอร์ได้นั้น 2
5. สารผสมที่ทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้ ตามข้อถือสิทธิข้อ 24 ซึ่ง ไดแอลคิล ไพโรคาร์บอเนทนั้นคือ ไดเอธิล ไพโรคาร์บอเนท 2
6. เรซินอินทรีย์ชนิดของแข็งเตรียมได้โดยการทำให้สารผสมตามข้อถือสิทธิข้อ 2 เกิดเป็นโพลิเมอร์ 2
7. เรซินอินทรีย์ชนิดของแข็งตามข้อถือสิทธิข้อ 26 ซึ่งมีปริมาณโฟโตโครมิค ของสารโฟโตโครมิค ของสารโฟโตโครมิคอินทรีย์ ซึ่งเลือกได้จากหมู่ซึ่งประกอบด้วย สไพโร(อินโดลิโน)แนฟธอกแซซีน สไพโร(อินโดลิโน)ไพริโดเบนซอกแซซีน สไพโร(อินโดลิโน)เบนโซไพแรน สไพโร(อินโดลิโน)แนฟโธไพแรน โครมึน สไพโร (เบนซินโดลิโน)ไพริโดเบนซอกแซซีน สไพโร(เบนซินโดลิโน)แนฟธอกแซซีน สไพโร (เบนซินโดลิโน)แนฟโธไพแรน โลหะไดไธโซเนท ฟูลไกด์ ฟูลกิไมด์ สไพโร(ได)ไฮโดรอินโดไลซีน และของผสมของสารโฟโตโครมิคเหล่านี้ 2
8. เรซินอินทรีย์ชนิดของแข็งตามข้อถือสิทธิข้อ 26 ซึ่งสารโฟโตโครมิคนั้นเลือกได้จากหมู่ซึ่งประกอบด้วย สไพโร (อินโดลิโน) แนฟธอกแซซีน สไพโร (อินโดลิโน) ไพริโดเบนซอกแซซีน สไพโร (อินโดลิโน) เบนซอกแซซีน โครมึน และของผสมของสารโฟโตโครมิคเหล่านี้ 2
9. เรซินอินทรีย์ชนิดของแข็งเตรียมได้โดยการทำให้สารผสมตามข้อถือสิทธิข้อ 12 เกิดเป็นโพลิเมอร์ 3
0. เรซินอินทรีย์ชนิดของแข็งเตรียมได้โดยการทำให้สารผสมตามข้อถือสิทธิข้อ 16 เกิดเป็นโพลิเมอร์
TH9201001606A 1992-11-06 สารผสมของเรซินอินทรีย์ชนิดทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้และชิ้นวัตถุที่เตรียมจากสารดังกล่าว TH10935B (th)

Publications (2)

Publication Number Publication Date
TH33551A true TH33551A (th) 1999-07-02
TH10935B TH10935B (th) 2001-09-06

Family

ID=

Similar Documents

Publication Publication Date Title
KR920701279A (ko) 광호변성 중합체 제품
EP0614469B1 (en) Polymerizable organic resin compositions and articles prepared therefrom
US6107395A (en) Photochromic polyurethanes
US5236978A (en) Resin composition of polyol (allyl carbonate) and allyl terminated aliphatic urethane
US5708064A (en) High refractive index photochromic ophthalmic article
SE8303533D0 (sv) Polyol-kedjeforlengningsmedelsblandning, polymer/polyol-kedjeforlengningsmedelsblandning och anvendning derav for framstellning av polyuretanelaster
KR960704242A (ko) 안과용 렌즈(ophthalmic lenses)
ZA200403248B (en) Articles having a photochromic polymeric coating
US5246630A (en) Polymerizable composition
JPS5744674A (en) Resin composition for coating material
KR880001758A (ko) 향상된 인성을 나타내는 폴리메틸렌 성형 조성물
TH10935B (th) สารผสมของเรซินอินทรีย์ชนิดทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้และชิ้นวัตถุที่เตรียมจากสารดังกล่าว
TH33551A (th) สารผสมของเรซินอินทรีย์ชนิดทำให้เกิดเป็นโพลิเมอร์ได้และชิ้นวัตถุที่เตรียมจากสารดังกล่าว
KR890002336A (ko) 높은 열안정도가 부여된 유기유리를 얻기위해 중합 가능한 액체조성물
US5084529A (en) Polyol(allyl carbonate) composition
CA1274639A (en) Hydrogel fundamental material
GB1416144A (en) Polymer blends containing cyclic ester polymers
KR900014446A (ko) 고경도 투명수지 및 신규중합성단량체
US3320211A (en) Polycarbonates of hydroxy ethyl ethers
ES2034890A1 (es) "compuesto liquido de resina fotocurable para la fabricacion de planchas para la impresion flexografica y su procedimiento de fabricacion".
AU764148B2 (en) Polymerizable polyol(allyl carbonate) compositions
JPS5742706A (en) Production of acrylic copolymer
JPS55116750A (en) Water-dispersible resin
JPS5515118A (en) Improved copolymer for high refractive index lens
JPS6354291B2 (th)