TH17618U - กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type) - Google Patents
กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)Info
- Publication number
- TH17618U TH17618U TH1803001262U TH1803001262U TH17618U TH 17618 U TH17618 U TH 17618U TH 1803001262 U TH1803001262 U TH 1803001262U TH 1803001262 U TH1803001262 U TH 1803001262U TH 17618 U TH17618 U TH 17618U
- Authority
- TH
- Thailand
- Prior art keywords
- ofc
- round type
- tube
- optical fiber
- type optical
- Prior art date
Links
Abstract
------22/05/2563------(OCR) หน้า 1 ของจำนวน 1 หน้า บทสรุปการประดิษฐ์ การประดิษฐ์นี้แก้ปัญหากรรมวิธีการเชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFCRound Type) ที่มีโครงสร้างกลมเส้นใยแก้วนำแสงอยู่แกนกลางแยกจากเปลือกเคเบิลสามารถเคลื่อนตัวได้เล็กน้อย เหมาะสมกับระยะทางสายที่ยาวมาก ๆ และสภาพการใช้งานในพื้นที่ที่มีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูง ทั้งนี้เส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ ประดิษฐ์มาทดแทนสาย โอเอฟซี (OFC) ที่ต่อเชื่อมโยงเข้าอาคารด้วยเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี เฟลต ไทป์ เดิมที่ใช้งานอยู่ กรรมวิธีฟิวชั่นสไปร์ (Fusion Splicer) ต้องปอกฉนวนของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซีราวน์ด ไทป์ ทั้งสองด้าน ก่อนนำเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ แต่ละเส้นวางบนอุปกรณ์ชุดจับสาย (Holder) ของเครื่องฟิวชั่นสไปร์ ที่ประดิษฐ์มาเฉพาะจับยึดสองตำแหน่งพร้อมกันด้วยเหตุผลถ้าจับยึดสายด้วยวิธีทั่วไป ขณะเครื่องทำการฟิวชั่นสไปร์เส้นใยแก้วนำแสงจะเคลื่อนถอยกลับเข้าไปในฉนวนหุ้มภายนอก (Cable Jacket) จากโครงสร้างที่ประดิษฐ์ให้เส้นใยแก้วนำแสงเคลื่อนตัวได้นั่นเอง หลังฟิวชั่นสไปร์จะหุ้มด้วยหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) ชั้นนอกสุดห่อหุ้มท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายในที่ใช้เชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ สามารถรองรับการเชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ ที่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกเป็นไปตามมาตรฐานและเกินมาตรฐานที่กำหนด กาวภายในของท่อหดชั้นนอกสุดจะหลอมละลายเคลือบหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) และฉนวนหุ้ม (Outer Jacket) ช่วยประคองและป้องกันเส้นใยแก้วนำแสงชำรุดเสียหาย ป้องกันนํ้า ความชื้น ไอสารเคมีต่าง ๆ จุดเชื่อมต่อสายยังมีความสามารถในการรับแรงเทียบเท่ากับสายที่ไม่มีจุดต่อ ------------ ------02/04/2562------(OCR) หน้า 1 ของจำนวน 1 หน้า บทสรุปการประดิษฐ์ การประดิษฐ์นี้แก้ปัญหากรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์(OFC Round Type) ที่มีโครงสร้างกลมเส้นใยแก้วนำแสงอยู่แกนกลางแยกจากเปลือกเคเบิล สามารถเคลื่อนตัวได้เล็กน้อย เหมาะสมกับระยะทางสายที่ยาวมากๆ และสภาพการใช้งานในพื้นที่ที่มีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูง ทั้งนี้สาย OFC Round Type ประดิษฐ์มาทดแทนสาย OFC ที่ต่อเชื่อมโยงเข้าอาคารชนิดOFC Flat Type เดิมที่ใช้งานอยู่ กรรมวิธี Fusion Splicer ต้องปอกฉนวนของสาย OFC Round Type ทั้งสองด้าน ก่อนนำสายOFC Round Type แต่ละเส้นวางบนอุปกรณ์ชุดจับสาย (Holder) ของเครื่อง Fusion Splicer ที่ประดิษฐ์มาเฉพาะจับยึดสองตำแหน่งพร้อมกัน ด้วยเหตุผลถ้าจับยึดสายด้วยวิธีทั่วไป ขณะเครื่องทำการ FusionSplicer เส้นใยแก้วนำแสงจะเคลื่อนถอยกลับเข้าไปในฉนวนหุ้มภายนอก (Cable Jacket) จากโครงสร้างที่ประดิษฐ์ให้เส้นใยแก้วนำแสงเคลื่อนตัวได้นั่นเอง หลัง Fusion Splicer จะหุ้มด้วย Protect Sleeve Tube และนอกสุดหุ้มท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายใน ที่ใช้เชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสงชนิด OFC Round Type สามารถรองรับการเชื่อมต่อสาย OFCRound Type ที่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกเป็นไปตามมาตรฐานและเกินมาตรฐานที่กำหนด กาวภายในของท่อหดนอกสุดจะหลอมละลายเคลือบ Protect Sleeve Tube ฉนวนหุ้ม (Outer Jacket) ช่วยประคองและป้องกันเส้นใยแก้วนำแสงชำรุดเสียหาย ป้องกันน้ำ ความชื้น ไอสารเคมีต่างๆ จุดต่อสายมีความสามารถในการรับแรงเทียบเท่ากับสายที่ไม่มีจุดต่อ ------------ หน้า 1 ของจำนวน 1 หน้า บทสรุปการประดิษฐ์ การประดิษฐ์นี้แก้ปัญหาวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด OFC Round Type ที่มี โครงสร้างกลมเส้นใยแก้วนำแสงอยู่แกนกลางแยกจากเปลือกเคเบิล สามารถเคลื่อนตัวได้เล็กน้อย เหมาะสม กับระยะทางสายที่ยาวมากๆ และสภาพการใช้งานในพื้นที่ที่มีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมสูง ทั้งนี้สาย OFC Round Type ประดิษฐ์มาทดแทนสาย OFC ที่ต่อเชื่อมโยงเช้าอาคารชนิด OFC Flat Type เดิมที่ใช้งานอยู่ กรรมวิธี Fusion Splicer ต้องปอกฉนวนของสาย OFC Round Type ทั้งสองด้าน ก่อนนำสาย OFC Round Type แต่ละเส้นวางบนอุปกรณ์ชุดจับสาย (Holder) ของเครื่อง Fusion Splicer ที่ประดิษฐ์ มาเฉพาะจับยึดสองตำแหน่งพร้อมกัน ด้วยเหตุผลถ้าจับยึดสายด้วยวิธีทั่วไป ขณะเครื่องทำการ Fusion Splicer เส้นใยแก้วนำแสงจะเคลื่อนถอยกลับเข้าไปในฉนวนหุ้มภายนอก (Cable Jacket) จากโครงสร้างที่ ประดิษฐ์ให้เส้นใยแก้วนำแสงเคลื่อนตัวได้นั่นเอง หลัง Fusion Splicer จะหุ้มด้วย Protect Sleeve Tube และนอกสุดหุ้มท่อหดแบบมีกาวอยู่ ภายใน ที่ใช้เชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสงชนิด OFC Round Type สามารถรองรับการเชื่อมต่อสาย OFC Round Type ที่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกเป็นไปตามมาตรฐานและเกินมาตรฐานที่กำหนด กาว ภายในของท่อหดนอกสุดจะหลอมละลายเคลือบ Protect Sleeve Tube ฉนวนหุ้ม (Outer Jacket) ช่วย ประคองและป้องกันเส้นใยแก้วนำแสงชำรุดเสียหาย ป้องกันนํ้า ความชื้น ไอสารเคมีต่างๆ จุดต่อสายมี ความสามารถในการรับแรงเทียบเท่ากับสายที่ไม่มีจุดต่อ
Claims (7)
1. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)มีขั้นตอนในการเชื่อมต่อตามลำดับดังนี้ ขั้นตอนแรก เตรียมสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซีราวน์ด ไทป์ (5) (10) ตามมาตรฐานเส้นผ่านศูนย์กลางรวม 3.5 จำนวนบวกหรือจำนวนลบ 0.2 มิลลิเมตร ที่จะเชื่อมต่อเข้าดัวยกันปลายสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ แต่ละเส้นให้ปอกเปลือก (Cable Jacket) (13)(14) สายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type) ออกประมาณ 60 มิลลิเมตรตัดสายรับแรงดึง (Strength Member) ที่ผลิตจากอารามิคยาน (Aramid Yarn) ออก กรณีสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ เส้นนั้นๆ เป็นชนิดห่อหุ้มด้วยชั้นเกราะโลหะ (Armored) ให้ตัดชั้นเกราะโลหะออก จะเห็นฉนวนไทร์บัฟเฟอร์ (Tight Buffer) (6) (9) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.6 และ 0.9มิลลิเมตรตามลำดับห่อหุ้มเส้นใยแก้วนำแสงอีกชั้นหนึ่ง ขั้นตอนที่สอง สวมท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายในขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 7 มิลลิเมตร ยาว 100 มิลลิเมตร และหลอดหลวมที่หดตัวได้ (ProtectSleeve Tube) (A) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 4 มิลลิเมตร ยาว 60 มิลลิเมตร ไปบนสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ ด้านใดด้านหนึ่ง ปอกฉนวนรับแรงไทร์บัฟเฟอร์ (6) (9) ที่ห่อหุ้มชั้นฉนวน (Coating) ผลิตจาก ซิลิโคน โพลีเมอร์ หรือพลาสติก ที่ห่อหุ้มแกนกลางนำแสงหรือคอร์ (Core) แคลดดิ้ง (Cladding) ของเส้นใยแก้วนำแสง (7) (8) ออกประมาณ 5 มิลลิเมตร สุดท้ายปอกชั้นฉนวน (Coating)หุ้มเส้นใยแก้วนำแสงชั้นในสุด (Bare Fiber) ออกเหลือเพียงเนื้อแก้วที่มีเฉพาะคอร์และแคลดดิ้ง ตัดเส้นใยแก้วนำแสงยาวประมาณ 10-12 มิลลิเมตร ด้วยใบมีด (Clever) ดำเนินการปอกฉนวนของสายเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ ทั้งสองด้าน ก่อนนำสายเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ แต่ละเส้นวางบนอุปกรณ์ชุดจับสาย (Holder) ของเครื่องฟิวชั่นสไปร์ (Fusion Splicer) ที่ประดิษฐ์มาเฉพาะจับยึดสองตำแหน่งพร้อมกัน ตำแหน่งแรกจับยึดเปลือกหุ้มภายนอก (10) ตำแหน่งที่สองจับยึดฉนวน ไทร์บัฟเฟอร์(9) ด้านตรงข้ามตำแหน่งที่สองจับยึดเปลือกหุ้มภายนอก (5) ตำแหน่งที่สองจับยึดฉนวนไทร์บัฟเฟอร์ (6)ก่อนเชื่อมต่อด้วยวิธีการฟิวชั่นสไปร์ ขั้นตอนที่สาม เลื่อนหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube)(A) ยาว 60 มิลลิเมตร มาปิดครอบคลุมจุดเชื่อมต่อ (12) ฉนวนรับแรงไทร์บัฟเฟอร์ทั้งสองด้าน (6) (9) และเปลือก (10) ก่อนให้ความร้อนกับหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) ขั้นนอกสุดหุ้มด้วยท่อฉนวนที่หดได้ด้วยความร้อนแบบมีกาวที่หลอมเหลวได้ด้วยความร้อนเคลือบอยู่ที่ด้านในของท่อหดจนหดหุ้มรัดจุดเชื่อมต่อทั้งหมดและเปลือก (10) เต็มที่ ทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งประมาณ 20-30 วินาที รอจนหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) เย็นตัว ขั้นตอนที่สี่ เลื่อนท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายในยาว 100มิลลิเมตร มาปิดครอบคลุมจุดเชื่อมต่อทั้งหมดและเปลือก (13) (14) แต่ขั้นตอนนี้มีลักษณะพิเศษเพิ่มเติมกล่าวคือกรณีเปลือก (14) มีเส้นผ่านศูนย์กลางโตกว่าหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A)ไม่สามารถสวมหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) เข้ากับเปลือก (14) ได้ ขั้นตอนนี้ประดิษฐ์ให้ปอกฉนวนไทร์บัฟเฟอร์ (6) ยาวกว่าฉนวนไทร์บัฟเฟอร์ (9) กำหนดให้ปลายหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) ชนขอบ (15) พอดี จากนั้นให้ความร้อนกับหลอดหลวมที่หดตัวได้(Protect Sleeve Tube) (A) เหมือนขั้นตอนที่สาม และเลื่อนท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายใน มาปิดคลอบคลุมจุดเชื่อมต่อทั้งหมดและเปลือก (13) ฉนวนไทร์บัฟเฟอร์ (6) และปลายเปลือกหุ้มภายนอก (5) สุดท้ายนำเปลวไฟมาลนที่ท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายใน ให้หดรัดจุดเชื่อมต่อทั้งหมด ห่อหุ้มท่อหด (B) แบบที่มี กาวอยู่ภายใน โดยใช้เปลวไฟทำให้ท่อหดหดตัวโอบรัดจุดเชื่อมต่อ เนื้อกาวป้องกันนํ้าและความชื้นแทรกซึม การลนเปลวไฟยอดเปลวต้องปรับให้มีสีฟ้าจาง และเริ่มลนเปลวไฟจากจุดกึ่งกลางของท่อหดไปด้านใดด้าน หนึ่ง ทีละด้านป้องกันอากาศขังอยู่ภายใน 2. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ ถือสิทธิตามข้อ 1 ซึ่งมี ลักษณะเฉพาะคือหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) ห่อหุ้มตำแหน่งฟิวชั่นสไปร์ (12) เปลือกของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (5) บริเวณเปลือก (Cable Jacket) (13) (14) ด้าน ปลายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ 3. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ ถือสิทธิตามข้อ 1 ซึ่งมี ลักษณะเฉพาะคือหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) ห่อหุ้มตำแหน่งฟิวชั่นสไปร์ (12)เปลือกของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (5) เฉพาะบริเวณเปลือก (Cable Jacket) (13) ด้านปลายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ เท่านั้น 4. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 4 มิลลิเมตร 5. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ หลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect SleeveTube) (A) มีความยาว 60 มิลลิเมตร 6. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ ท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายใน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 7 มิลลิเมตร 7. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 6 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ ท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายใน มีความยาว100 มิลลิเมตร
------------
------22/05/2563------(OCR)
หน้า 1 ของจำนวน 2 หน้า ข้อถือสิทธิ 1. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)มีขั้นตอนในการเชื่อมต่อตามลำดับดังนี้ ขั้นตอนแรก เตรียมสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซีราวน์ด ไทป์ (5) (10) ตามมาตรฐานเส้นผ่านศูนย์กลางรวม 3.5 (สัญลักษณ์) 0.2 มิลลิเมตร ที่จะเชื่อมต่อเข้าด้วยกันปลายสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ แต่ละเส้นให้ปอกเปลือก (Cable Jacket) (13)(14) สายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type) ออกประมาณ 60 มิลลิเมตรตัดสายรับแรงดึง (Strength Member) ที่ผลิตจากอารามิคยาน (Aramid Yarn) ออก กรณีสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ เส้นนั้นๆ เป็นชนิดห่อหุ้มด้วยชั้นเกราะโลหะ (Armored) ให้ตัดชั้นเกราะโลหะออก จะเห็นฉนวนไทร์บัฟเฟอร์ (Tight Buffer) (6) (9) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.6 และ 0.9มิลลิเมตรตามลำดับห่อหุ้มเส้นใยแก้วนำแสงอีกชั้นหนึ่ง ขั้นตอนที่สอง สวมท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายในขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 7 มิลลิเมตร ยาว 100 มิลลิเมตร และหลอดหลวมที่หดตัวได้ (ProtectSleeve Tube) (A) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 4 มิลลิเมตร ยาว 60 มิลลิเมตร ไปบนสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ ด้านใดด้านหนึ่ง ปอกฉนวนรับแรงไทร์บัฟเฟอร์ (6) (9) ที่ห่อหุ้มชั้นฉนวน (Coating) ผลิตจาก ซิลิโคน โพลีเมอร์ หรือพลาสติก ที่ห่อหุ้มแกนกลางนำแสงหรือคอร์ (Core) แคลดดิ้ง (Cladding) ของเส้นใยแก้วนำแสง (7) (8) ออกประมาณ 5 มิลลิเมตร สุดท้ายปอกชั้นฉนวน (Coating)หุ้มเส้นใยแก้วนำแสงชั้นในสุด (Bare Fiber) ออกเหลือเพียงเนื้อแก้วที่มีเฉพาะคอร์และแคลดดิ้ง ตัดเส้นใยแก้วนำแสงยาวประมาณ 10-12 มิลลิเมตร ด้วยใบมีด (Clever) ดำเนินการปอกฉนวนของสายเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ ทั้งสองด้าน ก่อนนำสายเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ แต่ละเส้นวางบนอุปกรณ์ชุดจับสาย (Holder) ของเครื่องฟิวชั่นสไปร์ (Fusion Splicer) ที่ประดิษฐ์มาเฉพาะจับยึดสองตำแหน่งพร้อมกัน ตำแหน่งแรกจับยึดเปลือกหุ้มภายนอก (10) ตำแหน่งที่สองจับยึดฉนวน ไทร์บัฟเฟอร์(9) ด้านตรงข้ามตำแหน่งที่สองจับยึดเปลือกหุ้มภายนอก (5) ตำแหน่งที่สองจับยึดฉนวนไทร์บัฟเฟอร์ (6)ก่อนเชื่อมต่อด้วยวิธีการฟิวชั่นสไปร์ ขั้นตอนที่สาม เลื่อนหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube)(A) ยาว 60 มิลลิเมตร มาปิดครอบคลุมจุดเชื่อมต่อ (12) ฉนวนรับแรงไทร์บัฟเฟอร์ทั้งสองด้าน (6) (9) และเปลือก (10) ก่อนให้ความร้อนกับชุดป้องกันจนหดหุ้มรัดจุดเชื่อมต่อทั้งหมดและเปลือก (10) เต็มที่ ทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งประมาณ 20-30 วินาที รอจนหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) เย็นตัวขั้นตอนที่สี่ เลื่อนท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายในยาว 100 มิลลิเมตร มาปิดครอบคลุมจุดเชื่อมต่อทั้งหมดและเปลือก (13) (14) แต่ขั้นตอนนี้มีลักษณะพิเศษเพิ่มเติมกล่าวคือกรณีเปลือก (14) มีเส้นผ่านศูนย์กลางโตกว่าหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) ไม่สามารถสวมหลอดหลวมที่หดตัวได้(Protect Sleeve Tube) (A) เข้ากับเปลือก (14) ได้ ขั้นตอนนี้ประดิษฐ์ให้ปอกฉนวนไทร์บัฟเฟอร์ (6) ยาวกว่าฉนวนไทร์บัฟเฟอร์ (9) กำหนดให้ปลายหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) ชนขอบ(15) พอดี จากนั้นให้ความร้อนกับหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) เหมือนขั้นตอนที่สาม และเลื่อนท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายใน มาปิดคลอบคลุมจุดเชื่อมต่อทั้งหมดและเปลือก (13) ฉนวนไทร์บัฟเฟอร์ (6) และปลายเปลือกหุ้มภายนอก (5) สุดท้าย นำเปลวไฟมาลนที่ท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายใน ให้หดรัดจุดเชื่อมต่อทั้งหมด มีลักษณะเฉพาะคือ ห่อหุ้มท่อหด (B) แบบที่มีกาวอยู่ภายใน โดยใช้ หน้า 2 ของจำนวน 2 หน้าเปลวไฟทำให้ท่อหดหดตัวโอบรัดจุดเชื่อมต่อ เนื้อกาวป้องกันน้ำและความชื้นแทรกซึม การลนเปลวไฟยอดเปลวต้องปรับให้มีสีฟ้าจาง และเริ่มลนเปลวไฟจากจุดกึ่งกลางของท่อหดไปด้านใดด้านหนึ่ง ทีละด้านป้องกันอากาศขังอยู่ภายใน 2. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ ถือสิทธิตามข้อ 1 ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) ห่อหุ้มตำแหน่งฟิวชั่นสไปร์ (12)เปลือกของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (5) บริเวณเปลือก (Cable Jacket) (13) (14) ด้านปลายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ 3. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 2 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) ห่อหุ้มตำแหน่งฟิวชั่นสไปร์ (12) เปลือกของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (5) เฉพาะบริเวณเปลือก(Cable Jacket) (13) ด้านปลายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ เท่านั้น 4. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด โอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือหลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect Sleeve Tube) (A) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับหรือมากกว่า 4 มิลลิเมตร 5. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ หลอดหลวมที่หดตัวได้ (Protect SleeveTube) (A) มีความยาว 60 มิลลิเมตร 6. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ ท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายใน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 7 มิลลิเมตร 7. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 6 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ ท่อหด (B) แบบมีกาวอยู่ภายใน มีความยาว100 มิลลิเมตร
------------
------02/04/2562------(OCR)
หน้า 1 ของจำนวน 2 หน้า ข้อถือสิทธิ 1. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)มีขั้นตอนในการเชื่อมต่อตามลำดับ ดังนี้ ขั้นตอนแรก เตรียมสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซีราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type) (5) (10) ตามมาตรฐานเส้นผ่านศูนย์กลางรวม 3.5 (สัญลักษณ์) 0.2 มิลลิเมตร ที่จะเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ปลายสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type) แต่ละเส้นให้ปอกเปลือก (Cable Jacket) (13) (14) สายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทนิ (OFCRound Type) ออกประมาณ 60 มิลลิเมตร ตัดสายรับแรงดึง (Strength Member) ที่ผลิตจาก AramidYarn ออก กรณีสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type) เส้นนั้นๆ เป็นชนิดห่อหุ้มด้วยชั้นเกราะโลหะ (Armored) ให้ตัดชั้นเกราะโลหะออก จะเห็นฉนวน (Tight Buffer) (6) (9)ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.6 และ 0.9 มิลลิเมตรตามลำดับ ห่อหุ้มเส้นใยแก้วนำแสงอีกชั้นหนึ่ง ขั้นตอนที่สอง สวมท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายในขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 7 มิลลิเมตร ยาว 100 มิลลิเมตร (B)และ Protect Sleeve Tube ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 4 มิลลิเมตร ยาว 60 มิลลิเมตร (A) ไปบนสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type) ด้านใดด้านหนึ่ง ปอกฉนวนรับแรง Tight Buffer (6) (9) ที่ห่อหุ้มชั้นฉนวน (Coating) ผลิตจากซิลิโคน โพลีเมอร์ หรือพลาสติก ที่ห่อหุ้มแกนกลางนำแสงหรือคอร์ (Core) แคลดดิ้ง (Cladding) ของเส้นใยแก้วนำแสง (7) (8) ออกประมาณ 5มิลลิเมตร สุดท้ายปอกชั้นฉนวน (Coating) หุ้มเส้นใยแก้วนำแสงชั้นในสุด (Bare Fiber) ออกเหลือเพียงเนื้อแก้วที่มีเฉพาะคอร์ (Core) และแคลดดิ้ง (Cladding) ตัดเส้นใยแก้วนำแสงยาวประมาณ 10-12 มิลลิเมตรด้วยใบมีด (Clever) ดำเนินการปอกฉนวนของสายเส้นใยแก้วนำแสงชนิด OFC Round Type ทั้งสองด้านก่อนนำสายเส้นใยแก้วนำแสงชนิด OFC Round Type แต่ละเส้นวางบนอุปกรณ์ชุดจับสาย (Holder) ของเครื่อง Fusion Splicer ที่ประดิษฐ์มาเฉพาะจับยึดสองตำแหน่งพร้อมกัน ตำแหน่งแรกจับยึดเปลือกหุ้มภายนอก (Cable Jacket) (10) ตำแหน่งที่สองจับยึดฉนวน Tight Buffer (9) ด้านตรงข้ามตำแหน่งที่สองจับยึดเปลือกหุ้มภายนอก (Cable Jacket) (5) ตำแหน่งที่สองจับยึดฉนวน Tight Buffer (6) ก่อนเชื่อมต่อด้วยวิธีการ Fusion Splicer เหตุผลที่ต้องใช้อุปกรร์ชุดจับสาย (Holder) ของเครื่อง Fusion Splicer ที่ประดิษฐ์มาเฉพาะ เพราะถ้าจับยึดสายด้วยวิธีทั่วไป ขณะเครื่องทำการ Fusion Splicer เส้นใยแก้วนำแสงจะเคลื่อนถอยกลับเข้าไปในฉนวนหุ้มภายนอก (Cable Jacket) จากโครงสร้างที่ประดิษฐ์ให้เส้นใยแก้วนำแสงเคลื่อนตัวได้นั่นเอง ขั้นตอนที่สาม เลื่อน Protect Sleeve Tube ยาว 60 มิลลิเมตร (A) มาปิดครอบคลุมจุดเชื่อมต่อ (12) ฉนวนรับแรง (Tight Buffer) ทั้งสองด้าน (6) (9) และเปลือก (Cable Jacket) (10) ก่อนให้ความร้อนกับ Protect Sleeve Tube (ชุดเครื่องมือ Fusion Splicer จะมีห้องอบความร้อน ProtectSleeve Tube) จนหดหุ้มรัดจุดเชื่อมต่อทั้งหมดและเปลือก(Cable Jacket) (10) เต็มที่ ทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งประมาณ 20-30 วินาที รอจน Protect Sleeve Tube (A) เย็นตัว ขั้นตอนที่สี่ เลื่อนท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายในยาว 100 มิลลิเมตร (B) มาปิดครอบคลุมจุดเชื่อมต่อทั้งหมดและเปลือก (Cable Jacket) (13) (14)นำเปลวไฟมาลนที่ท่อหด (B) ให้หดรัดจุดเชื่อมต่อทั้งหมด มีลักษณะเฉพาะคือ ห่อหุ้มท่อหดที่มีกาวภายในโดยใช้เปลวไฟทำให้ท่อหดหดตัวโอบรัดจุดเชื่อมต่อ เนื้อกาวป้องกันน้ำและความชื้นแทรกซึม การลนเปลวไฟ หน้า 2 ของจำนวน 2 หน้ายอดเปลวต้องปรับให้มีสีฟ้าจาง และเริ่มลนเปลวไฟจากจุดกึ่งกลางของท่อหดไปด้านใดด้านหนึ่ง ทีละด้านป้องกันอากาศขังอยู่ภายใน 2. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)ถือสิทธิตามข้อ 1 ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ Protect Sleeve Tube (A) ห่อหุ้มตำแหน่ง Fusion Splicer (12)เปลือกของสาย OFC Round Type (5) บริเวณ (13) (14) 3. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 2 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ Protect Sleeve Tube (A) ห่อหุ้มตำแหน่งFusion Splicer (12) เปลือกของสาย OFC Round Type (5) เฉพาะบริเวณ (13) เท่านั้น 4. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ Protect Sleeve Tube (A) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับหรือมากกว่า 4 มิลลิเมตร 5. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ Protect Sleeve Tube (A) มีความยาวเท่ากับหรือมากกว่า 60 มิลลิเมตร 6. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ ท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายใน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับหรือมากกว่า 7 มิลลิเมตร 7. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type)ถือสิทธิตามข้อ 1 ถึงข้อ 6 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ ท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายในมีความยาวเท่ากับหรือมากกว่า 100 มิลลิเมตร
------------
หน้า 1 ของจำนวน 2 หน้า
ข้อถือสิทธิ
1.กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด OFC Round Type โดยวิธีการ Fusion
Splicer หุ้มด้วย Protect Sleeve Tube (A) และนอกสุดหุ้มท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายใน สามารถเชื่อมต่อ
สายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิด OFC Round Type ทั้งชนิดปกติทั่วไป (Unarmored Type) และชนิด
ห่อหุ้มด้วยชั้นเกราะโลหะ (Armored Type) ด้วย spiral Stainless Steel Pipe ด้วยวิธีการ Fusion
Splicer โดยปอกฉนวนของสาย OFC Round Type ทั้งสองด้าน ก่อนนำสาย OFC Round Type แต่ละ
เส้นวางบนอุปกรณ์ชุดจับสาย (Holder) ของเครื่อง Fusion Splicer ที่ประดิษฐ์มาเฉพาะจับยึดสองตำแหน่ง
พร้อมกับ ตำแหน่งแรกจับยึดเปลือกหุ้มภายนอก (Cable Jacket) (10) ตำแหน่งที่สองจับยึดฉนวน Tight
Buffer (9) ด้านตรงข้ามตำแหน่งที่สองจับยึดเปลือกหุ้มภายนอก (Cable Jacket) (5) ตำแหน่งที่สองจับยึด
ฉนวน Tight Buffer (6) ก่อนเชื่อมต่อด้วยวิธีการ Fusion Splicer เหตุผลที่ต้องใช้อุปกรณ์ชุดจับสาย
(Holder) ของเครื่อง Fusion Splicer ที่ประดิษฐ์มาเฉพาะ เพราะถ้าจับยึดสายด้วยวิธีทั่วไป ขณะเครื่องทำ
การ Fusion Splicer เส้นใยแก้วนำแสงจะเคลื่อนถอยกลับเข้าไปในฉนวนหุ้มภายนอก (Cable Jacket) จาก
โครงสร้างที่ประดิษฐ์ให้เส้นใยแก้วนำแสงเคลื่อนตัวได้นั่นเอง จากนั่นหุ้มด้วย Protect Sleeve Tube (A)
และนอกสุดหุ้มด้วยท่อหดแบบมีกาวที่หลอมเหลวได้ด้วยความร้อนเคลือบอยู่ที่ด้านใน โดยท่อหดแบบมีกาว
ภายใบเมื่อโดนความร้อนห่อหุ้มคลอบคลุม Protect Sleeve Tube (A) และเปลือกหุ้มภายนอก (Cable
Jacket) ของสายเส้นใยแก้วน่าแสงชนิด Round Type
2. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วน่าแสงชนิด OFC Round Type โดยวิธีการ Fusion
Splicer หุ้มด้วย Protect Sleeve Tube (A) และนอกสุดหุ้มท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายใน ถือสิทธิตามข้อ 1
ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ Protect Sleeve Tube (A) ห่อหุ้มตำแหน่ง Fusion Splicer (12) เปลือกของสาย
OFC Round Type (5) บริเวณ (13) (14)
3. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วน่าแสงชนิด OFC Round Type โดยวิธีการ Fusion
Splicer หุ้มด้วย Protect Sleeve Tube (A) และบอกสุดหุ้มท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายใน ถือสิทธิตามข้อ 1
ถึงข้อ 2 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ Protect Sleeve Tube (A) ห่อหุ้มตำแหน่ง Fusion splicer
(12) เปลือกของสาย OFC Round Type (5) เฉพาะบริเวณ (13) เท่านั่น
4.กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วน่าแสงชนิด OFC Round Type โดยวิธีการ Fusion
Splicer หุ้มด้วย Protect Sleeve Tube (A) และนอกสุดหุ้มท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายใน ถือสิทธิตามข้อ 1
ถึงข้อ 3 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ Protect Sleeve Tube (A) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ
หรือมากกว่า 4 มิลลิเมตร
5. กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงขนิด OFC Round Type โดยวิธีการ Fusion
Splicer หุ้มด้วย Protect Sleeve Tube (A) และนอกสุดหุ้มท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายใน ถือสิทธิตามข้อ 1
ถึงข้อ 4 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ Protect Sleeve Tube (A) มีความยาวเท่ากับหรือมากกว่า
60 มิลลิเมตร
หน้า 2 ของจำนวน 2 หน้า
6.กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วน่าแสงชนิด OFC Round Type โดยวิธีการ Fusion
Splicer หุ้มด้วย Protect Sleeve Tube (A) และนอกสุดหุ้มท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายใบ ถือสิทธิตามข้อ 1
ถึงข้อ 5 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ ท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายใน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ
หรือมากกว่า 7 มิลลิเมตร
7.กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วน่าแสงชนิด OFC Round Type โดยวิธีการ Fusion
Splicer หุ้มด้วย Protect Sleeve Tube (A) และบอกสุดหุ้มท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายใน ถือสิทธิตามข้อ 1
ถึงข้อ 6 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ ท่อหดแบบมีกาวอยู่ภายในมีความยาวเท่ากับหรือมากกว่า
100 มิลลิเมตร
Publications (2)
| Publication Number | Publication Date |
|---|---|
| TH17618Y TH17618Y (th) | 2021-04-22 |
| TH17618U true TH17618U (th) | 2021-04-22 |
Family
ID=
Similar Documents
| Publication | Publication Date | Title |
|---|---|---|
| US11719902B2 (en) | High fiber count pre-terminated optical distribution assembly | |
| US8630523B2 (en) | Methods of preparing strength member pulling members in fiber optic cable furcations and related components, assemblies, and fiber optic cables | |
| US7590321B2 (en) | Mid-span breakout with helical fiber routing | |
| EP2241914B1 (en) | Optical fiber cable holder, fusion splicer including the holder, and fusion splicing method using the holder | |
| US20150153529A1 (en) | Optical fiber cables with polyethylene binder | |
| NO301096B1 (no) | Optisk fiber med fjernbart buffer- eller beskyttelseslag | |
| US7403685B2 (en) | Overmold zip strip | |
| AU2011318087B2 (en) | Prefabricated distribution optical cable and method for fabricating the same | |
| CA2636096A1 (en) | System for splicing fiber optic drop cables | |
| US11808983B2 (en) | Multi-fiber splice protector with compact splice-on furcation housing | |
| US9217828B2 (en) | Optical fiber protective tubing assembly | |
| US7927025B2 (en) | Optical fiber branch cable, method of wiring the same, and method of providing the same | |
| CN201322811Y (zh) | 光缆连接保护装置 | |
| CN102109643B (zh) | 光纤快速接头及其熔接方法 | |
| US20060193594A1 (en) | Distribution fiber optic cables having at least one access optical fiber | |
| TH17618Y (th) | กรรมวิธีการต่อสายของเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโอเอฟซี ราวน์ด ไทป์ (OFC Round Type) | |
| CN102707397A (zh) | 双芯皮线缆冷接分支一体化保护器 | |
| CN201134660Y (zh) | 连接复合光纤的高压电缆的中间接头 | |
| CN202649552U (zh) | 双芯皮线缆冷接分支一体化保护器 | |
| CN102576129B (zh) | 相连光缆 | |
| CN217085321U (zh) | 一种sc免热缩易熔型连接器 | |
| KR200367181Y1 (ko) | 가공 및 광가입자 분기 겸용 광케이블 | |
| CN103823283B (zh) | 一种用于井下多芯光缆快速连接的方法和设备 | |
| JP2745729B2 (ja) | コネクタ付光ファイバコードの分岐部 | |
| RU2593642C2 (ru) | Сросток оптоволоконного кабеля |