TH171547A - กระบวนการสำหรับการขจัดซัลเฟอร์จากเมธานอลดิบ - Google Patents

กระบวนการสำหรับการขจัดซัลเฟอร์จากเมธานอลดิบ

Info

Publication number
TH171547A
TH171547A TH1601002018A TH1601002018A TH171547A TH 171547 A TH171547 A TH 171547A TH 1601002018 A TH1601002018 A TH 1601002018A TH 1601002018 A TH1601002018 A TH 1601002018A TH 171547 A TH171547 A TH 171547A
Authority
TH
Thailand
Prior art keywords
methanol
organic solvent
under
nonpolar organic
method under
Prior art date
Application number
TH1601002018A
Other languages
English (en)
Other versions
TH1601002018A (th
Inventor
แจน
โจฮาน
วาร์นควีสท์
สเลเกอร์ ออลส์สัน
อันเดอร์ส
เอเลียสสัน
Original Assignee
นางสาว ปรับโยชน์ ศรีกิจจาภรณ์
นาย รุทร นพคุณ
นายจักรพรรดิ์ มงคลสิทธิ์
แอนดริทซ์ ออย
Filing date
Publication date
Application filed by นางสาว ปรับโยชน์ ศรีกิจจาภรณ์, นาย รุทร นพคุณ, นายจักรพรรดิ์ มงคลสิทธิ์, แอนดริทซ์ ออย filed Critical นางสาว ปรับโยชน์ ศรีกิจจาภรณ์
Publication of TH1601002018A publication Critical patent/TH1601002018A/th
Publication of TH171547A publication Critical patent/TH171547A/th

Links

Abstract

แก้ไข บทสรุปการประดิษฐ์ 20/06/2559 วิธีการสำหรับการทำให้เมธานอลดิบซึ่งมีสารประกอบของซัลเฟอร์บริสุทธิ์, ซึ่งวิธีการจะ ประกอบรวมด้วยขั้นตอนการล้างเมธานอลดิบด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้ว ------------------------------------------------------------------------------------------------- วิธีการสำหรับการทำให้บริสุทธิ์ของเมธานอลซึ่งมีสารประกอบซัลเฟอร์, ที่ซึ่งวิธีการ จะประกอบรวมด้วยขั้นตอนของการล้างเมธานอลดิบด้วยตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั้ว

Claims (33)

แก้ไข 20/06/2559
1. วิธีการสำหรับการทำให้เมธานอลดิบซึ่งมีสารประกอบซัลเฟอรัสบริสุทธิ์, ซึ่งวิธีการ ประกอบรวมด้วยขั้นตอน: - การล้างเมธานอลดิบด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้ว
2. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 1, ซึ่งตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วมีจุดเดือดสูงกว่า 100oซ, เช่น สูงกว่า 150oซ, 200oซ, 250oซ, หรือ 300oซ
3. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 1 หรือ 2, ซึ่งตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วคือ ตัวทำละลายซึ่ง ประกอบรวมด้วยอย่างน้อย 60% โดยน้ำหนัก, เช่น อย่างน้อย 70, 75, 80, 85, หรือ 90% โดยน้ำหนัก, ของแอลเคน และ/หรือ ไซโคล-แอลเคนซึ่งมีจำนวนคาร์บอน 14 หรือสูงกว่า
4. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 3, ซึ่งตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วประกอบรวมด้วยน้อยกว่า 2.5% โดยน้ำหนักของพอลิไซคลิค อะโรมาติค ไฮโดรคาร์บอน
5. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 4, ซึ่งตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วมีความ หนืด ณ 40oซ ไม่มากกว่า 100 cSt, เช่น ไม่มากกว่า 75 cSt, 50 cSt, หรือ 25 cSt
6. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 5, ซึ่งตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วคือ ของผสมของไฮโดรคาร์บอน
7. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 6, ซึ่งตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วคือ น้ำมันแร่ขาว, น้ำมันขาว, น้ำมันแร่, น้ำมันพาราฟิน, หรือของผสมใดๆ ของมัน
8. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 7, ซึ่งความหนาแน่น ณ 25oซ ของตัวทำ ละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วจะอยู่ในช่วง 0.80 ถึง 0.90 ก./ซม.3, เช่น ในช่วง 0.82 ถึง 0.88 หรือ 0.83 ถึง 0.87 ก.ซม.3 ก./ซม.3
9. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 7, ซึ่งความหนาแน่น ณ 25oซ ของตัวทำ ละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วจะอยู่ในช่วง 0.91 ถึง 1.20 ก./ซม.3
10. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 9, ซึ่งตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วถูกเลือก จาก C8 ถึง C20 แอลเคน,เช่น C12-16 แอลเคน, และของผสมของมัน, ไตรกลีเซอไรด์ซึ่งเป็น ของเหลว ณ อุณหภูมิน้อยกว่า 40, อาทิ 20oซ, และน้ำมันพาราฟิน
11. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 10, ซึ่งประกอบรวมต่อไปด้วยขั้นตอน การเจือจางเมธานอลดิบด้วยน้ำก่อนถูกล้างด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้ว; ปริมาณของเมธานอลใน เมธานอลดิบก่อนถูกเจือจางที่ควรใช้คือ อย่างน้อย 65% โดยน้ำหนัก, เช่น 80 ถึง 90% โดยน้ำหนัก
12. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 11, ซึ่งปริมาณของน้ำในเมธานอลแอคเควียสที่ถูกเจือจางและตัว ทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วจะถูกเลือกในวิธีเช่นนั้นจนกระทั่งความแตกต่างในความหนาแน่น ณ 25oซ คือ อย่างน้อย 0.01 ก./มล., เช่น อย่างน้อย 0.02, 0.025, 0.03, หรือ 0.05 ก./มล.
13. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 11 และ 12, ซึ่งเฟสเมธานอลแอคเควียสที่ถูก เจือจางมีความหนาแน่นสูงกว่าตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้ว
14. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 11 ถึง 13, ซึ่งความหนาแน่นของเมธานอล แอคเควียสที่ถูกเจือจาง ณ 25oซ เป็น 0.82 ถึง 0.91, เช่น 0.83 ถึง 0.89 ก./มล. หรือ 0.85 ถึง 0.87 ก./มล.
15. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 11 ถึง 14, ซึ่งประกอบรวมต่อไปด้วยขั้นตอน การแยกเทอร์เพนทีก่อนการล้างเมธานอลแอคเควียสที่ถูกเจือจาง
16. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 14, ซึ่งอัตราส่วนปริมาตรของเมธานอล ต่อตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วคือ 1:0.75 ถึง 1:5, เช่น 1:1.01 ถึง 1:1.5, ในขั้นตอนการล้าง
17. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 16, ซึ่งการล้างจะถูกกระทำได้ในคอลัมน์ ที่ถูกจัดเรียงในแนวตั้ง
18. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 17, ซึ่งการล้างจะถูกกระทำให้ ณ อุณหภูมิ 15 ถึง 60oซ, เช่น ณ อุณหภูมิ 40 ถึง 55oซ
19. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 18, ซึ่งตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วจะถูก ฟื้นฟูใหม่, เช่น โดยการลอกออกด้วยไอน้ำ, และถูกใช้ซ้ำ
20. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 19, ซึ่งตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วจะถูกฟื้นฟูใหม่โดยการลอก ออกด้วยไอน้ำ, ปริมาณของไอน้ำเป็น 0.1 ถึง 1 กก. ต่อ 1 กก. ของตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้ว, เช่น 0.3 ถึง 0.6 กก. ของไอน้ำต่อ 1 กก. ของตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้ว
21. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 20, ซึ่งเมธานอลดิบจะถูกทำให้เป็นกรด, เช่น โดยการเติมกรดซัลฟูริคลงไป, และเกลือที่ตกตะกอนออกมานั้นจะถูกขจัดออกไปก่อนการล้าง เมธานอลดิบด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้ว
22. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 20, ซึ่งกระบวนการประกอบรวมต่อไป ด้วยขั้นตอนการทำให้เมธานอลเป็นกรด, ก่อนขั้นตอนการล้างเพื่อตกตะกอนเกลือแอมโมเนียมออก มา และ/ หรือการแยกเทอร์เพนทีน
23. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 21 และ 22, ซึ่ง pH ของเมธานอลที่ถูกทำให้ เป็นกรดคือ 2 ถึง 4.5, เช่น ระหว่าง 2 และ 3, หรือระหว่าง 4.0 และ 4.5
24. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 21 ถึง 23, ซึ่งประกอบรวมต่อไปด้วยขั้นตอน การแยกเทอร์เพนทีนหลังจากที่เมธานอลได้ถูกทำให้เป็นกรด
25. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 25, ซึ่งกระบวนการจะประกอบรวมต่อไป ด้วยขั้นตอนการแยกไฮโดรเจน ซัลไฟด์และเมธิล เมอร์แคปแตนก่อนขั้นตอนการล้าง, ที่ควรใช้ โดยการระเหยวพวกมันคือโดยกาควบแน่นเมธานอล
26. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 24, ซึ่งประกอบรวมต่อไปด้วยขั้นตอน การลั่นเมานอลที่ได้ถูกให้ป็นกรดตามลำดับ
27. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 26, ซึ่งการกลั่นจะถูกกระทำได้ในวิธีเช่นนั้นจนกระทังสิ่ง ปนเปื้อนที่ระเหยง่ายมาก, เช่น สารประกอบซัลเฟอรัส, จะถูกกลั่นเป็นลำดับแรกและจากนั้นเมธานอล
28. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 21 ถึง 27, ซึ่งปริมาณของสารประกอบซัลเฟอ- รัสระเหยง่ายมากว่าเมธานอล, อาทิ ไฮโดรเจน ซัลไฟด์ เมธิล เมอร์แคปแตน, และไดเมธิล ซัลไฟด์ จะถูกลดลงก่อนการทำให้เมธานอลเป็นกรด
29. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 28, ซึ่งปริมาณของสารประกอบซัลเฟอรัสระเหยง่ายมากกว่า เมธานอล, อาทิ ไฮโดรเจน ซัลไฟด์, เมธิล เมอร์แคปแตน,และไดเมธิล ซัลไฟด์, จะถูกลดลงโดย การกลั่น
30. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 29, ซึ่งปริมาณของน้ำ, อะซีโตน, และ/ หรือ เอธานอลในเมธานอลที่ถูกล้างจะถูกลดลงโดยการกลั่นหลังจากการล้างด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ ไม่มีขั้ว
31. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 30, ซึ่งเมธานอลจะถูกกลั่นในสามขั้นตอน 32. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 31, ซึ่งเมธานอลดิบากเครื่องบดเยื่อนั้น จะถูกดำเนินงานโดยขั้นตอนที่ตามมา: - การทำให้เมธานอลดิบซึ่งประกอบรวมด้วยสารประกอบซัลเฟอรัสและสารประกอบไน- โตรจีนัสเป็นกรด; - การขจัดตะกอนที่ถูกสร้างขึ้นจากการทำให้เมธานอลดิบเป็นกรด; - อาจเลือกให้มีการขจัดเทอร์เพนทีน; - อาจเลือกให้มีการกลั่นของสิ่งปกเปื้อนซัลเฟอรัส; - การกลั่นเมธานอลที่ถูกทำให้เป็นกรดจากที่ซึ่งตะกอนได้ถูกขจัดออกไป; - การเจือจางเมธานอลที่ถูกกลั่นด้วยน้ำ; - อาจเลือกให้มีการขจัดเทอร์เพนทีนจากเมธานอลที่ถูกเจือจาง; - การล้างเมธานอลที่ถูกเจือจางตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้ว; และ - การขจัดอะซีโตน, น้ำ และ/หรือ เอธานอลออกไปโดยหนึ่งหรือหลายขั้นตอนการกลั่น 33. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 32, ซึ่งประกอบรวมต่อไปด้วยขั้นตอนการฟื้นฟูใหม่สำหรับตัว ทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วโดยการลอกออกด้วยไอน้ำและการใช้ซ้ำตัวทำละลายอินทรีย์ไม่มีขั้วที่ถูก ฟื้นฟูใหม่ในการล้างเมธานอลที่ถูกเจือจางตามลำดับ ------------------------------------------------------------------- 1.วิธีการสำหรับทำให้บริสุทธิ์ของเมธานอลซึ่งมีสารประกอบซัลเฟรอรัส, ที่ซึ่งวิธีการ จะประกอบรวมด้วยขั้นตอนของ: -การล้างเมธานอลดิบด้วยตัวนำทำละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่ง ไม่มีขั้ว 2. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 1, ที่ซึ่งตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั่วจะมีจุดเดือดสูงกว่า 100 ํซ,เช่น สูงกว่า 150 ํซ,200 ํซ,250 ํซ, หรือ 300 ํซ 3. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 1 หรือ 2, ที่วึ่งตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั่วคือ ตัวทำ ละลายซึ่งประกอบรวมด้วยอย่างน้อย 60% โดยน้ำหนัก,เช่น อย่างน้อย 70,75,80,85 หรือ 90%โดย น้ำหนัก, ของแอลเคนและ/หรือไซ โคล-แอลเคนซึ่งจำนวนคาร์บอนเป็น 14 หรือสูงกกว่า 4. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 3, ที่ซึ่งตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั่วจะประกอบรวมด้วย น้อยกว่า 2.5% โดยน้ำหนักของพอลิไซคลิคอะโรมาติคไฮโดรคาร์บอน 5. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทะที่ 1 ถึง 4, ที่ซึ่งตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ไม่มี ขั้วจะมีความหนืด ณ 40 ํซ เป็นไม่มากกว่า 100 cSt, เช่น ไม่มากกว่า 75 cSt, 50cSt, หรือ 25Vst 6. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทะที่ 1 ถึง 5, ที่ซึ่งตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งๆม่มี ขั้วคือ ของผสมของไฮโดรคาร์บอน 7. วิธีการตามข้อถือสิทที่ 6, ที่ซึ่งตัวทำละลายที่เป็นอินทรีซึ่งไม่มีขั้วคือ น้ำมันแร่ขาว, น้ำมันขาว, น้ำมันแร่, น้ำมันพาราฟิน, หรือของผสมใดๆ ของมัน 8. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 7, ที่ซึ่งความหนาแน่น ณ 25 ํซ ของตัวทำ ละลายที่เป็นอินทรีย์ไม่มีขั้วจะอยู่ในช่วง 0.80 ถึง 0.90 ก./ซม.3, เช่น ในช่วง 0.82 ถึง 0.88 หรือ 0.83 ถึง 0.87 ก.,3ก/ชม.3 9. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 7, ที่ซึ่งความหนาแน่น ณ 25 ํซ ของตัวทำ ละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั้วอยู่ในช่วง 0.91 ถึง 1.20 ก./ชม. 3 10. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทะที่ 1 ถึง 9, ที่ซึงตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มี ขั้วจะถูกเลือกจาก C8 ถึง C20 แอลเคน, เช่น C12-16 แอลเคน, และของผสมของมัน, ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งจะเป็นของเหลว ณ อุณหภูมิเป็นน้อยกว่า 40, ตัวอย่างเช่น 20 ํซ, และน้ำมันพาราฟิน 11. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทะที่ 1 ถึง 10, ซึ่งประกอบรวมต่อไปด้วยขั้นตอน ของการเจือจางเมธานอลดิบด้วยน่ำก่อนที่จะถูกล้างด้วยตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั่ว;ปริมาณ ของเทธานอลในเมธานอลดิบก่อนที่จะถูกเจือจางที่ควรใช้คือ จะเป็นอย่างน้อย 65% โดยน้ำหนัก,เช่น 80% ถึง 90%โดยน้ำหนัก 12. วิธีการตามข้อถือสิทที่ 11, ที่ซึ่งปริมาณของน้ำในเมธานอลที่เป็นแอเควียสซึ่งถูกเจือ จางและตัวทำละลายท่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั้วจะถูกเลือกในวิธีเช่นนั้นจนกระทั้งความแตกต่างในความ หนาแน่น ณ 25 ํซ คือ อย่างน้อย 0.01 ก./มล., เช่น อย่างน้อย 0.02,0.025,0.03, หรือ 0.05 ก./มล. 13. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 11 ถึง 12, ที่ซึ่งเฟสเมธานอลที่เป็นแอคเควีย สซึ่งถูกเขือจางจะมีความหนาแน่นสูงกว่าตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั้ว 14. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 11 ถึง 13, ที่ซึ่งความหนาแน่นของเมธานอลที่ เป็นแอคเควียสซึ่งถูกเจือจาง ณ 25 ํซ จะเป็น 0.82 ถึง 0.91,เช่น เป็น 0.83 ถึง 0.89 ก./มล. หรือเป็น 0.85 ถึง 0.87 ก./มล 15. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 11 ถึง 14, ที่ซึ่งประกอบรวมต่อไปด้วยขั้นตอน ของการแยกเทอร์เพนทีก่อนการล้างเมธานอลที่เป็นแอคเควียสซึ่งถูกเจือจาง 16. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 14, ที่ซึ่งอัตราส่วนปรืมาณของเมธานอล จ่อตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั่วคือ 1:0.75 ถึง 1:5, เช่น 1:1.01 ถึง 1:1.5, ในขั้นตอนของ การล้าง 17. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 16, ที่ซึ่งการล้างจะถูกกระทำให้ได้ใน คอลัมน์ที่ถูกจัดเรียงในแนวตั้ง 18. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 17, ที่ซึ่งการล้างจะถูกทำได้ ณ อุณหภูมิเป็น 15 ถึง 60 ํซ, เช่น ณ อุณหภูมิเป็น 40 ถึง 55 ํซ 19. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 18, ที่ซึ่งตัวทำละลายทำเป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มี ขั้วจะถูกฟื้นฟูใหม่,เช่น โดยการลอกออกด้วยไอน้ำ,และ ถูกใช้ซ้ำ 20. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 19, ที่ซึ่งตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ไม่มีขั่วจะถูกฟื้นฟูใหม่โดย การลอกออกด้วยไอน้ำ,ปริมาณของไอน้ำจเป็น 0.1 ถึง 1 กก. ของตัวทำละลายที่เป็รน อินทรีย์ซึ่งไม่มีขั่ว, เช่น 0.3 ถึง 0.6 กก. ของไอน้ำต่อ 1 กก. ของตัวทำละลายที่เป้นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั่ว 21. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 20, ที่ซึ่งเมธานอลดิบจะถูกทำให้เป็นกรด, เช่น โดนการเติมกรดซัลฟูริคลงไป, และเกลือที่ถูกตกตะกอนออกมานั้นจะถูกขจัดออกไปก่อนการล้าง เมธานอลดิบด้วยตัวทำละลายที่เป็นอินทรย์ไม่มีขั้ว 22. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 20, ที่ซึ่งกระบวนการประกอบรวม ต่อไปด้วยขั้นตอนของการทำให่เมธานอลเป็นกรด, ก่อนขั้นตอนของการล้างเพื่อที่จะตกตะกอนเกลือ แอมโมเนียมออกมาและ/หรือการแยกเทอร์เพนทิน 23.วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 21 ถึง 22, ที่ซึ่ง pH ของเมธานอลที่ถูกทำให้เป็นกรดคือ 2 ถึง 4.5,เช่น ระหว่าง 2 และ3, หรือระหว่าง 4.0และ4.5 24. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 21 ถึง 23, ซึ่งประกอบรวมต่อไปด้วยขั้นตอน ของการแยกเอทร์พีนหลังจากที่เมธานอลไดถูกทำให้เป็นกรด 25. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 24, ที่ซึ่งกระบวนการจะประกอบรวม ต่อไปด้วยขั้นตอนของการแยกไฮโดนเจนซัลไฟค์และเมธิลเมอร์แคปแดนก่อนขั้นตอนของการล้าง, ที่ควรใช้คือ โดยการระเหยพววกมันหรือ โดยการควบแน่นเมธานอล 26. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 21 ถึง 24, ซึ่งประกอบรวมต่อไปด้วยขั้นตอน ของการกลั่นเมธานอลตามลำดับจากที่ได้ถูกทำให้เป็นกรด 27 วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 26, ที่ซึ่งการกลั่นจะถูกกระทำได้ในวิธีเช่นนั้นจนกระทั้งสิ่งปน เปื้อนที่ระเหยง่าย,เช่น สารประกอบซัลเฟอรัส, จะถูกกลั่นเป็นลำดับแรกและจากนั้นเมธานอล 28. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 21 ถึง 27, ที่ซึ่งปริมาณของสารประกอบ ซัลเฟอรัสจะระเหยง่ายมากกว่าเทธานอล, ตัวอย่าง ไฮโดรเจนซัลไฟด์,เมธิลเมอร์แคปเดน,และ ไดเมธิลซัลไฟด์,จะถูกลดลงก่อนการทำให้เมธานอลเป็นกรด 29. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 28, ที่ซึ่งปริมาณของสารประกอบซัลเฟอรัสจะระเหยมากกว่า เมธานอล, ตัวอย่างเช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์,เมธิลเมอร์แคปแดน, และไดเมธิลซัลไฟด์, จะถูกลดลง โดยการกลั่น 30. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 29, ที่ซึ่งปริมาณของน้ำ,อะซีดดน, และ/หรือเมธานอลในเมธานอลที่ถูกล้างจะถูกลดลงโดยการกลั่นหลังจากการล้างด้วยตัวทำละลายที่ เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั่ว 31.วิธีการตามข้อสิทธิที่ 30, ที่ซึ่งเมธานอลจะถูกกลั่นในสามขั้นตอน
32. วิธีการตามข้อหนึ่งข้อใดของข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 31, ที่ซึ่งเมธานอลดิบจากเครื่องบดเบื่อนั้น จะถูกดำเนินงานโดยขั้นตอนที่ตามมา: -การทำให้เป็นกรดสำหรับเมธานอลดิบซึ่งประกอบรวมคล้ายสารประกอบซัลเฟอรัสและ สารประกอบไนโตรจีนัส; -การจัดตะกอนที่ถูกสร้างขึ้นจากการทำให้เป็นกรดสำหรับเมธานอลดิบ; -อย่างเลือกได้การจัดเทอร์เพนทีน; -อย่างเลือกได้การกลั่นของสิ่งปนเปื้อนซัลเฟอรัส; -การกลั่นเมธานอลที่ถูกทพให้เป็นกรดจากที่ซึ่งตะกอนได้ถูกขัดออกไป; -การเจือจางเมธานอลที่ถูกกลั่นด้วยน้ำ -อย่างเลือกได้การขจัดเทอร์เพนทีนนอกจากเมธานอลที่ถูกเจือจาง; -การล้างเมธานอลที่ถูกเจือจางด้วยตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั้ว; และ -การขจัดอะซีโตน, นำและ/หรือเอธานอลออกไปโดยหนึ่งหรือหลายขั้นตอนของการกลั่น
33. วิธีการตามข้อถือสิทธิที่ 32, ซึ่งประกอบรวมต่อไปด้วยขั้นตอนของการฟื้นฟูใหม่สำหรับ ตัวทำละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั้วโดยการลอกออกด้วยไอน้ำและการใช้ซ้ำตามลำดับสำหรับตัวทำ ละลายที่เป็นอินทรีย์ซึ่งไม่มีขั่วที่ถูกฟื้นฟูใหม่ในการล้างเมธานอลที่ถูกเจือจาง
TH1601002018A 2014-10-13 กระบวนการสำหรับการขจัดซัลเฟอร์จากเมธานอลดิบ TH171547A (th)

Publications (2)

Publication Number Publication Date
TH1601002018A TH1601002018A (th) 2017-12-21
TH171547A true TH171547A (th) 2017-12-21

Family

ID=

Similar Documents

Publication Publication Date Title
Bhutto et al. Oxidative desulfurization of fuel oils using ionic liquids: A review
RU2016112932A (ru) Способ удаления серы из метанола-сырца
JP2016536290A5 (th)
CN101955410B (zh) 从含苯乙烯的原料回收苯乙烯的方法和系统
RS64788B1 (sr) Proces hidrotermalnog čišćenja
CN107001189A (zh) 用以回收芳香族的萃取蒸馏
CN116323869A (zh) 脂族烃的回收
Yan et al. Overview: Effective Separation of Oxygen‑, Nitrogen‑, and Sulfur-Containing Aromatics in High-Temperature Coal Tar by Ionic Liquids and Deep Eutectic Solvents: Experimental and Computational
CN1342192A (zh) 油的处理方法
US2792332A (en) Desulfurization and dearomatization of hydrocarbon mixtures by solvent extraction
US2956946A (en) Process for removing acids with an ethylene glycol monoalkylamine ether
US2360862A (en) Solvent extraction process
JP5946960B2 (ja) チオフェン、ベンゾチオフェン、およびそれらのアルキル化誘導体の重合体の製造
US2809222A (en) Solvent extraction process
CN109517615B (zh) 废白土中油的回收方法以及润滑油基础油的制备方法
CN108018066B (zh) 一种含硫原料的深度脱硫的方法
US2664385A (en) Extraction of sulfur compounds with thiolsulfonic esters
RU2015108049A (ru) Способ производства обедненного бензолом бензина извлечением бензола высокой чистоты из фракции непереработанного крекинг-бензина, содержащей органические пероксиды
RU2550823C1 (ru) Способ получения неканцерогенного ароматического технологического масла
JP2019513176A (ja) 潤滑油供給原料の分留のための方法
RU2531271C2 (ru) Способ получения нефтяного пластификатора
RU2441055C2 (ru) Способ получения экологически чистого дизельного топлива
SU577783A1 (ru) Способ выделени сульфоксидов и сульфонов из смеси с углеводородами
SU45027A1 (ru) Способ непрерывной сернокислотной очистки смазочных масел
US10881984B2 (en) Composition and a process for reducing aromatics from a hydrocarbon feedstock